ถือเป็นข่าวดีและเป็นการตอกย้ำคุณภาพบัณฑิตไทยสู่สากล!

ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า ความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากโครงการส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาไทยให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน ABET ระยะที่ 2 ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานปลัดกระทรวง อว.และสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดา (ATPAC) นำโดย ศาสตราจารย์เมธี เวชารัตนา นายกสมาคม ATPAC รศ.ดร.วีระ จันทร์คง และศ.ดร.รัตติกร ฮิวเวท โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากคณะอนุกรรมการด้านการพลิกโฉมมหาวิทยาลัย (Reinventing University) ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพการศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ของสถาบันอุดมศึกษาไทยให้มีคุณภาพมาตรฐานระดับโลก สามารถผลิตบัณฑิตที่มีสมรรถนะเทียบเคียงได้ในระดับนานาชาติตามข้อตกลงปฏิญญาสากล Washington Accord รวมถึงเป็นกลไกส่งเสริมความเป็นสากล และสู่การเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาคของการจัดการศึกษาในสาขาวิศวกรรมศาสตร์  

โครงการดังกล่าวได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี โดยแบ่งออกเป็นระยะต่างๆ ดังนี้ ความสำเร็จของโครงการระยะที่ 1 มีสถาบันอุดมศึกษา 4 แห่ง รวม 10 หลักสูตร ได้แก่ 1. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ สาขาวิศวกรรมเคมี 2. มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี สาขาวิศวกรรมโยธา 3. มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สาขาวิศวกรรมเครื่องกล 4. มหาวิทยาลัยมหิดล 7 หลักสูตร ได้แก่ วิศวกรรมชีวการแพทย์, วิศวกรรมเคมี, วิศวกรรมไฟฟ้า, วิศวกรรมเครื่องกล, วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ และสาขาวิศวกรรมอุตสาหการ

ขณะที่ความสำเร็จของโครงการระยะที่ 2 (เพิ่มเติม) มีสถาบันอุดมศึกษา 3 แห่ง รวม 4 หลักสูตร ได้แก่ 1.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี สาขาวิศวกรรมเคมี 2. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สาขาวิศวกรรมนาโน 3.สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง 2 หลักสูตร ได้แก่ วิศวกรรมชีวการแพทย์ และวิศวกรรมอุตสาหการและการจัดการโลจิสติกส์

และที่สำคัญยังมีอีก 6 มหาวิทยาลัย 14 หลักสูตร ที่กำลังเตรียมความพร้อมเข้ารับการประเมินจาก ABET ในช่วงปลายปี 2568 นี้ ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น, มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

“ในปี 2569 จะมีหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ของไทยที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจาก ABET รวมทั้งสิ้น 28 หลักสูตร ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อคุณภาพบัณฑิตวิศวกรของไทยในเวทีโลก ช่วยเพิ่มโอกาสการทำงานและการศึกษาต่อในต่างประเทศ และตอกย้ำศักยภาพของระบบอุดมศึกษาไทยในการผลิตกำลังคนคุณภาพสูงเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศต่อไป” ปลัดกระทรวง อว. กล่าวและว่า

ระบบประกันคุณภาพตามมาตรฐานของ ABET จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับศักยภาพของบัณฑิตไทยสู่การเป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานในประชาคมอาเซียนและนานาชาติในอนาคต อีกทั้งเป็นการส่งเสริมภาพลักษณ์คุณภาพอุดมศึกษาไทยให้เทียบเคียงกับมาตรฐานสากลซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก

“กระทรวง อว.มีนโยบายในการผลักดันและส่งเสริมให้มหาวิทยาลัยไทยสู่มหาวิทยาลัยระดับโลก อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะสาขาวิชาที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญโดดเด่นและมีศักยภาพ การที่หลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ของไทยได้รับการรับรองจากองค์กรระดับนานาชาติ จะช่วยชี้ให้เห็นว่าวิศวกรของไทยมีความรู้ความสามารถ และมีสมรรถนะในการทำงานตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมทั้งข้อกำหนดในการประกอบวิชาชีพระดับสากล เป็นที่ยอมรับและสามารถเคลื่อนย้ายไปทำงานได้ในทุกประเทศทั่วโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนและผู้ประกอบการว่าประเทศไทยมีวิศวกรที่มีความรู้ความสามารถและสามารถทำงานทัดเทียมกับวิศวกรต่างชาติได้อย่างดีเยี่ยม” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว