“ทีมข่าวอาชญากรรม” มีอีกมุมมองจากนักกฎหมาย ที่อาจเป็นประโยชน์หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน เพราะต้องยอมรับปัญหาสุนัขกัดเด็กมีโอกาสเกิดขึ้นทุกเวลา และการปกป้องเด็กเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่แค่ไหนจะไม่ถือเป็นการทารุณ เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557
เรื่องนี้ นายสัญญาภัชระ สามารถ ทนายความและนักกฎหมาย ระบุ เนื่องจากยังไม่ทราบข้อเท็จจริงจากวงจรปิด แต่จากข้อเท็จจริงตามข่าวที่ปรากฏ มุมมองส่วนตัวคำนิยามการทารุณกรรมสัตว์ ตาม พ.ร.บ.ป้องกันการทารุณกรรมฯ คือ ห้ามมิให้บุคคลใดกระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร
การทารุณกรรมสัตว์รวมถึงการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำ ที่ทำให้สัตว์ต้องทนทุกข์ทรมานทางร่างกายหรือจิตใจ, เจ็บปวด, ป่วย, พิการ หรือตาย ซึ่งจะแตกต่างจากของคนที่จะมีกฎหมายเรื่องป้องกันตัวเองโดยชอบ สามารถปกป้องหรือรักษาสิทธิของตนเอง หรือผู้อื่นให้พ้นจากภยันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น

ซึ่งกรณีนี้หากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าเกิดจากการที่สุนัขมาทำร้ายเด็กก่อนแล้วฝั่งพ่อเด็กรีบเข้าไปตี หรือเตะโดนสุนัขทันที “ตอนเกิดเหตุ” เพื่อปกป้องลูกให้พ้นอันตราย “ถือว่ามีเหตุอันสมควร”
กรณีนี้ไม่ทราบว่าได้ทำร้ายสุนัขหรือไม่ แต่หากว่าพ่อเด็กมาทำร้ายสุนัขทีหลังเมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว หรือเป็นคนละเหตุการณ์ ก็อาจเป็นกรณีที่จะเข้าข่ายการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุสมควรตามกฎหมายนี้ได้
ส่วนทางมูลนิธิวอชด็อกฯ ไปกล่าวโทษแจ้งความเอาผิดกับพ่อเด็กเรื่องทารุณสัตว์ เป็นเรื่องที่ทำได้ เพราะถือเป็นอาญาแผ่นดิน ตนเข้าใจองค์กรที่รักสัตว์ แต่ตนไม่ทราบว่าทางมูลนิธิฯ ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงจนกระจ่างชัดก่อน หรือเห็นคลิปว่าสุนัขทำร้ายโดยกัดเด็กก่อนหรือไม่ ทำไมพ่อเด็กถึงต้องทำร้ายสุนัข และอย่าลืมว่าสัตว์ทุกตัวก็มีนิสัยและสัญชาตญาณไม่เหมือนกัน เป็นสัตว์ที่ก่อให้เกิดอันตรายได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าฝั่งของมูลนิธิวอชด็อกฯ นำเสนอภาพหรือบรรยายจนระบุตัวบุคคลและมีข้อความหมิ่นประมาทพ่อเด็กลงในสื่อออนไลน์แบบสาธารณะเข้าไปดูได้ ทางพ่อของเด็กก็อาจพิจารณาใช้สิทธิเอาผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาได้ หากเข้าข่ายเสื่อมเสียชื่อเสียงถูกดูหมิ่นเกลียดชัง รวมถึงผู้ที่มาคอมเมนต์หมิ่นประมาทให้เสียหายด้วย และถ้ามีข้อมูลเป็นสาระสำคัญส่วนใดที่เป็นเท็จก็เข้าข่ายแจ้งเท็จได้
นายสัญญาภัชระ กล่าวว่า ในฐานะที่ตนเป็นทั้งพ่อคนและเลี้ยงสุนัขเช่นกัน อยากให้ทุกคนรับข้อมูลจากทั้ง 2 ฝ่าย และยึดถือข้อเท็จจริงเพื่อความยุติธรรม แล้วลองมองในมุมของผู้ที่โดนกระทำ หากว่าเป็นลูกหลานของเรากำลังถูกสุนัขทำร้าย การเข้าไปปกป้องในทันทีไม่ว่าใช้วิธีการใดที่ “พอสมควรแก่เหตุ” ให้สุนัขหยุดทำหรือหนีไป
“แม้บางคนจะบอกว่าแค่ตะโกนไล่สุนัขก็หนีหรือกลัวแล้ว แต่คนไม่อยู่ในเหตุการณ์หรือเป็นเจ้าของที่รู้จักนิสัยสุนัขตัวนั้นเป็นอย่างดี ไม่มีทางจะรู้ได้เลยว่าจะเกิดอันตรายต่อลูกหรือตัวเรามากแค่ไหน หากไม่ทำสิ่งใดเลย”

สำหรับเรื่องใครเป็นเจ้าของสุนัขตัวดังกล่าว ก็ต้องมีหน้าที่ดูแล ควบคุม เคยมีการตีความไว้ว่าต้องเป็นคนที่ให้อาหาร ให้ที่อยู่อาศัย แสดงเจตนาเป็นเจ้าของ แต่พิจารณากรณีของสุนัขตัวนี้แล้วเข้าข่ายสุนัขจรจัด แม้จะมีแม่ค้า พนักงานร้านสะดวกซื้อ ลูกค้า คอยให้อาหารประจำก็ตาม แต่ไม่ได้ถือเป็นเจ้าของสุนัขตัวนี้ตามกฎหมาย
เรื่องนี้จะอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ เช่น เทศบาล ต้องเข้ามาดูแล จัดระเบียบกับสัตว์จรจัด ให้เป็นระบบเพื่อป้องกันการเกิดเหตุเช่นนี้ และการกระจายของโรคพิษสุนัขบ้า รวมถึงการทำหมันไม่ให้มีประชากรสุนัขจรจัดเพิ่มขึ้นอีก
สุดท้ายแม้ทางมูลนิธิวอชด็อกฯ จะถอนแจ้งความไปแล้ว แต่คดีก็ไม่ถือว่าสิ้นสุด ยังอยู่ในการพิจารณาของพนักงานสอบสวนที่จะสอบสวนแล้วพิจารณาว่าควรจะสั่งฟ้องหรือไม่อย่างไรต่อไป.



