เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 15 ต.ค. ที่ ห้องราชา โรงแรมรัตนโกสินทร์ กรุงเทพฯ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม หัวหน้าพรรคไทยภักดี ร่วมแถลงข่าวในนามกลุ่ม “รวมพลังแผ่นดิน ปกป้องอธิปไตย” โดยระบุถึงสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และ MOU 43-44 ว่าขณะนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการรักษาอธิปไตยทางบกและทางทะเล โดยเฉพาะ MOU 43 ที่อาจกลายเป็น “หลุมพรางทางกฎหมาย” ทำให้ไทยเสี่ยงสูญเสียดินแดน

นพ.วรงค์ กล่าวว่า ปัจจุบันเกิดสองสถานการณ์คู่ขนานคือ การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนวันที่ 26-27 ตุลาคม ที่มาเลเซีย ซึ่งมีข่าวว่าประธานาธิบดี “โดนัลด์ ทรัมป์” อาจเข้าร่วมเพื่อร่วมลงนาม “ข้อตกลงกัวลาลัมเปอร์ (Kuala Lumpur Accord)” โดยฝ่ายไทยมีเงื่อนไข 4 ข้อ ได้แก่ การจัดการกับทุ่นระเบิด การถอนกำลังทหาร การเคลื่อนย้ายประชาชนบริเวณชายแดน และการปราบปรามสแกมเมอร์ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงการลดความตึงเครียด ไม่ใช่การแก้ปัญหา MOU 43 โดยตรง

“แม้จะมีการลงนามสันติภาพ ก็ไม่ได้หมายความว่า MOU 43 จะสิ้นสุดลง ความเสี่ยงต่อการสูญเสียดินแดนยังคงอยู่ ซึ่งสถานการณ์ตอนนี้กลับเป็นโอกาส เพราะเขมรกำลังละเมิดอธิปไตยไทยอย่างชัดเจน ทั้งการยิงและใช้กำลังในพื้นที่บ้านหนองจาน จ.สระแก้ว สิ่งนี้เข้าข่ายเป็นเหตุผลตามอนุสัญญาเวียนนา ที่เปิดทางให้ไทยสามารถยกเลิก MOU 43 แบบฝ่ายเดียวได้ทันที หากมีการแจ้งล่วงหน้า 3 เดือน” นพ.วรงค์ กล่าว

พร้อมกันนี้ได้เตือนรัฐบาลไม่ให้จัดการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) ในวันที่ 21-22 ต.ค. เนื่องจากหากมีการประชุม เท่ากับฝ่ายไทยยอมรับว่าความสัมพันธ์ยังดำเนินตามปกติ ซึ่งจะทำให้เงื่อนไขในการยกเลิก MOU 43 หมดไป “ถ้ามีการประชุม JBC แปลว่ารัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศยังต้องการรักษา MOU 43 เอาไว้ ซึ่งเท่ากับยอมให้ประเทศไทยเสียดินแดนโดยปริยาย” นพ.วรงค์ กล่าว

ขณะเดียวกัน นพ.วรงค์ ยืนยันว่า กลุ่มรวมพลังแผ่นดินไม่เห็นด้วยกับแนวคิดที่จะทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจรัฐบาลโดยตรง “รัฐบาลต้องตัดสินใจยกเลิกเอง ไม่ใช่โยนให้ประชาชนไปลงประชามติในสิ่งที่เข้าใจยากและซับซ้อนทางกฎหมายระหว่างประเทศ”

ด้านนายจตุพร พรหมพันธุ์ อดีตแกนนำแนวร่วม นปช. กล่าวต่อว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา สะสมมายาวนาน กระทรวงการต่างประเทศไม่เคยเปิดเผยข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ ทั้งที่กองกำลังชายแดนรายงานว่ามีการละเมิดจากกัมพูชามากกว่า 600 ครั้ง แต่กลับเก็บเงียบ “นี่คือสิ่งที่ประชาชนควรได้รู้ เพราะทุกครั้งที่ถูกละเมิด ฝ่ายไทยเพียงส่งหนังสือประท้วงเงียบ ๆ ไปยังกัมพูชา ไม่เคยนำมาเปิดเผยต่อสาธารณะ”

นายจตุพร ระบุอีกว่า วันที่ 20 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ เวลา 10.00 น. กลุ่มรวมพลังฯ จะรวมตัวกันที่กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อยื่นหนังสือขอให้รัฐบาลยกเลิกการประชุม JBC ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 21-22 ต.ค. และแสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการคงสถานะ MOU ทั้งสองฉบับไว้ “ถ้ารัฐบาลยังยืนยันจัดประชุม JBC เท่ากับยอมเดินตามเกมต่างชาติ ยอมเสียเกียรติภูมิของชาติให้ถูกย่ำยี”

นายจตุพร ยังกล่าวถึงกระแสข่าว “อังเคิล ฮุน เซน” ขู่ตอบโต้หากไทยไม่เปิดด่านในวันที่ 20 ต.ค. โดยยืนยันว่ารัฐบาลไทยต้องมีท่าทีเด็ดขาด พร้อมเร่งผลักดันผู้กัมพูชาที่รุกล้ำเข้าเขตไทยออกจากพื้นที่อย่างจริงจัง “ปัญหาที่หนองจาน-หนองหญ้าแก้ว ต้องแก้อย่างเบ็ดเสร็จ หากปล่อยอีก ประเทศจะกลายเป็นผู้เสียเปรียบตลอดไป” จตุพร กล่าวทิ้งท้าย.