เมื่อพูดถึงชื่อของ สว. และนักสิทธิมนุษยชน ที่กำลังตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างร้อนแรงในสังคมไทย คงหนีไม่พ้นชื่อของ “อังคณา นีละไพจิตร” บุคคลที่หลายฝ่ายให้การยอมรับในระดับสากลจากความแน่วแน่ในการต่อสู้เพื่อความยุติธรรม โดยเฉพาะในประเด็นการบังคับให้สูญหาย ซึ่งมีรากฐานมาจากโศกนาฏกรรมส่วนตัว นั่นคือการหายตัวไปของสามี ทนายสมชาย นีละไพจิตร เมื่อปี พ.ศ. 2547
ตลอดระยะเวลากว่าสองทศวรรษ อังคณา นีละไพจิตร ได้เปลี่ยนเส้นทางชีวิตจากพยาบาลสู่นักต่อสู้ผู้ได้รับรางวัลระดับโลก (รางวัลแมกไซไซ ปี 2562) บทบาทของเธอในฐานะ สว. และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้นำมาซึ่งการผลักดันประเด็นสำคัญที่ท้าทายแนวคิดด้านความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรมของรัฐไทย ในบรรดาการเคลื่อนไหวทั้งหมด มี 4 ประเด็นใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมและนำมาซึ่งคำชื่นชมและกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

1.วิจารณ์ยุทธวิธี “เสียงผี” ไทย-กัมพูชา
นี่คือประเด็นล่าสุดที่ทำให้ชื่อของ “อังคณา” กลายเป็นเป้าโจมตีอย่างรุนแรงในโลกออนไลน์ แต่ขณะเดียวกันก็ได้รับความสนับสนุนจากเครือข่ายสิทธิมนุษยชนนานาชาติ หลัง “กัน จอมพลัง” นำเครื่องขยายเสียงไปเปิด “เสียงผี” และเสียงอากาศยานบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อกดดันฝ่ายกัมพูชา ท่ามกลางกระแสความตึงเครียดของสถานการณ์ชายแดน
นางอังคณาแสดงความเห็นต่อกรณีนี้ โดยแปลคำร้องของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชนกัมพูชา และตั้งข้อสังเกตว่า การใช้เสียงเพื่อรบกวนและข่มขวัญพลเรือน อาจเข้าข่าย “การทรมานทางจิตวิทยา” ตามอนุสัญญาต่อต้านการทรมาน (CAT) ซึ่งประเทศไทยเป็นภาคี
แต่ความเห็นในครั้งนี้ ถูกมองว่าเป็นการ “เข้าข้างกัมพูชา” และนำมาซึ่งการโจมตีตัวเธออย่างหนักทางโซเชียลมีเดีย มีการสร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับ “ความเป็นไทย” ของเธอ อย่างไรก็ตาม เธอยืนยันว่า จุดประสงค์คือการสะท้อนความเสี่ยงทางกฎหมายระหว่างประเทศ และตั้งคำถามถึงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไทยในการชี้แจงต่อเวทีโลก เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยเสียเปรียบ

2.ผลักดัน พ.ร.บ.อุ้มหาย การต่อสู้ 20 ปีเพื่อ “ทนายสมชาย”
แกนหลักของการต่อสู้ของคุณอังคณาคือการเรียกร้องความยุติธรรมในคดีสามี และขยายผลสู่การผลักดัน พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 (พ.ร.บ.อุ้มหาย) แต่ในช่วงแรกของการต่อสู้คดี ศาลฎีกาเคยมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เธอเป็นโจทก์ร่วม เพราะไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าทนายสมชายเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่สะท้อนว่า “คดีอุ้มหายไม่มีผู้เสียหาย เพราะผู้เสียหายหายไปแล้ว”
แต่จากประสบการณ์ดังกล่าว นางอังคณาได้ร่วมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันกฎหมายฉบับนี้สำเร็จ แม้จะใช้เวลานานกว่า 10 ปี และต้องเผชิญแรงต้านจากหน่วยงานรัฐ แต่กฎหมายนี้ถือเป็นความก้าวหน้าสำคัญของประเทศก็ตาม

3.คดีตากใบ ยืนยัน “ละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงต้องไม่มีอายุความ”
คุณอังคณาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวต่อ “คดีตากใบ” ซึ่งหมดอายุความในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา หลังเหตุการณ์ผ่านไป 20 ปี โดยไม่สามารถหาผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ เธอเน้นย้ำว่า “การชดใช้เยียวยาให้เงินเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเยียวยาความยุติธรรมด้วย” โดยการเยียวยาที่สำคัญที่สุดคือการนำผู้กระทำผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
และในประเด็นนี้นี่เอง เธอได้วิจารณ์คณะกรรมการกฤษฎีกาที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับคดีนี้ และชี้ว่าตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนสากลที่ไทยเป็นภาคีอยู่ กรณีที่รัฐเป็นผู้ละเมิดจนเกิดการสูญเสียจำนวนมาก ต้องเป็นคดีที่ไม่มีอายุความ และยังตั้งข้อสังเกตถึงความไร้ความคืบหน้าของคดีตลอด 15 ปี (พ.ศ. 2552-2567) หลังศาลมีคำสั่งไต่สวนการตาย โดยไม่มีการเร่งรัดสำนวนคดีจากอัยการ ทำให้กระบวนการยุติธรรมล่าช้าอย่างมีนัยสำคัญ

4.การฟ้องร้องหน่วยงานรัฐกรณี “ปฏิบัติการ IO”
จากประเด็นการฟ้องร้อง ในปี พ.ศ. 2563 ที่คุณอังคณา พร้อมด้วย น.ส.อัญชนา หีมมิหน๊ะ ได้ยื่นฟ้อง สำนักนายกรัฐมนตรี (ผู้กำกับดูแล กอ.รมน.) และกองทัพบก หลังมีการเปิดโปงว่าเว็บไซต์ที่เผยแพร่ข้อมูลใส่ร้ายนักปกป้องสิทธิเป็นของหน่วยงานรัฐ ซึ่งการฟ้องร้องในครั้งนี้ จะเรียกค่าสินไหมทดแทน 3 ล้านบาทนี้ โดยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างบรรทัดฐาน ให้หน่วยงานรัฐต้องยุติการใช้งบประมาณจากภาษีประชาชนมาโจมตีและละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีของประชาชนเอง
ซึ่งแน่นอนว่า หนึ่งในเป้าหมายของ IO อย่างต่อเนื่อง ก็คือตัวคุณอังคณาเอง โดยเฉพาะเมื่อเธอแสดงความเห็นที่วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นของการ “ถูกโจมตีทางเพศ” ทางสื่อออนไลน์ด้วยข้อความเท็จและบิดเบือน โดยใช้ประเด็นทางเพศเพื่อลดทอนศักดิ์ศรีและความน่าเชื่อถือ
เมื่อพูดถึงชื่อ “อังคณา นีละไพจิตร” จึงไม่อาจหนีพ้นภาพของการต่อสู้ที่เกิดจากความสูญเสียส่วนตัว สู่การเป็นผู้ผลักดันหลักการสิทธิมนุษยชนสากลในบริบทสังคมไทย และจากจุดยืนที่ไม่ประนีประนอมของเธอ โดยเฉพาะการนำหลักกฎหมายสากลมาตรวจสอบการปฏิบัติงานของรัฐ ทั้งในประเด็นความมั่นคง (เสียงผี) และกระบวนการยุติธรรม (ตากใบ) ทำให้เธอเป็นบุคคลที่สร้างทั้งความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ และเมื่อมีด้านที่ชื่นชม ย่อมมีอีกด้านที่ยังคงทำให้เธอยังคงเป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ที่เห็นต่างในด้านความมั่นคงของชาติอีกด้วย..



