แต่แม้จะชนะในชั้นนี้ กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีหลายขั้นตอนสำคัญที่ต้องผ่าน และความสำเร็จยังไม่แน่นอนจนกว่าจะถึงวาระ 3 และขั้นตอนทูลเกล้าฯ
หลังตั้งกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวน 43 คน พบว่า “ฝ่ายรัฐบาล” และ “วุฒิสภา” มีเสียง 22 เสียง ฝ่ายค้านนำโดย“พรรคประชาชน” และ “พรรคเพื่อไทย” มี 21 เสียง ทำให้สมดุลค่อนข้างใกล้เคียงกัน
กระแสข่าวล่าสุด “พริษฐ์” เสนอตัวแข่งเป็นประธานกมธ.ฯ เช่นเดียวกับ “พรรคภูมิใจไทย” เตรียมดัน “ภราดร ปริศนานันทกุล” รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง เข้ามาเป็นประธานกมธ.ฯ เพื่อพลิกเกม ถือเป็นการประลองกำลังในยกสอง
“พรรคภูมิใจไทย” เสนอแนวทางและองค์ประกอบของ ส.ส.ร. แบบเลือกตั้งทางอ้อมจากประชาชน ใช้โมเดลฝรั่งเศส ให้ผู้แทนท้องถิ่น เช่น นายกเทศมนตรี หรือ อบต. เป็นผู้เลือก ส.ส.ร. ระดับจังหวัด จากนั้นให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 100 คน เพื่อไม่ให้กระทบต่อโครงสร้างหลักของประเทศ และลดความเสี่ยงการขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
ฝ่าย “พรรคประชาชน” และ “พรรคเพื่อไทย” มองว่าร่างของฝ่ายสีน้ำเงินไม่ยึดโยงประชาชน การคัดเลือกโดยรัฐสภาอาจทำให้ ส.ส.ร. กลายเป็นสีน้ำเงินทั้งหมด เช่นเดียวกับวุฒิสภาที่ฝ่ายสีน้ำเงินมีถึง 140 เสียงจากทั้งหมด 200 เสียง

ถ้ากรรมาธิการฯ 43 คนหาจุดลงตัว และยอมประนีประนอม หนทางยังสามารถเดินหน้าสู่เป้าหมายไทม์ไลน์ คือ ยุบสภา 31 ม.ค.69 และเลือกตั้งพร้อมประชามติ แก้รัฐธรรมนูญได้พร้อมกันในวันที่ 29 มี.ค.69
แต่หากแต่ละฝ่ายยังยึดทิฐิ หรือซ่อนกลยุทธ์ ซ่อนมีดไว้ข้างหลังเพื่อรอจังหวะเล่นงานกัน โอกาสแก้รัฐธรรมนูญก็อาจสะดุดหรือพังราบ
โดยมีด่านสำคัญที่สุดอยู่ที่วาระ 3 รัฐธรรมนูญมาตรา 256 (6 ) ของรัฐธรรมนูญ ที่ระบุว่าต้องได้เสียงเห็นชอบจากรัฐสภาเกินกึ่งหนึ่ง และเสียงจากวุฒิสภาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือ 67 เสียง เช่นเดียวกับฝ่ายค้านหากไม่พอใจ ยังมีช่องทางสกัด เช่น งดโหวตร่วม 20% ก็สามารถทำให้ร่างตกทันที
แม้ร่างผ่านวาระ 3 ก่อน “นายกฯ” จะทูลเกล้ารัฐธรรมนูญมาตรา 256 (9 ) ก็ยังมีช่องทางให้ สส. หรือ สว. ไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกทั้งสองสภา ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยหากเนื้อหาอาจขัดรัฐธรรมนูญ หรือไม่สอดคล้องคำวินิจฉัยเดิม ซึ่งจะหยุดกระบวนการแก้ไขทั้งหมดทันที

นอกจากกับดักทางกฎหมาย ยังต้องระวังเกมการเมืองในสภา โดยเฉพาะ “พรรคเพื่อไทย” ที่อาจเตรียมญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ “นายกฯ” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หลังเปิดสมัยประชุม 12 ธ.ค. เพราะหากญัตติซักฟอกถูกบรรจุเข้าสู่วาระ “นายกฯ” จะไม่สามารถยุบสภาได้ทันที
หลายฝ่ายเชื่อว่า “อนุทิน” ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย จะชิงยุบสภาก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงภาพการเมืองที่เปื้อนโคลนในช่วงกำลังจะเลือกตั้ง และลดความเสี่ยงตกเก้าอี้ เนื่องจากรัฐบาลขณะนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย หลังเพิ่งแพ้เกมในรัฐสภาเรื่องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ “ฝ่ายส้ม” ที่จับมือกับ “พรรคแดง”
หากยุบสภาก่อนกำหนด “พรรคสีน้ำเงิน” ก็ยังมีความพร้อมเลือกตั้งกว่าพรรคอื่นๆ สส. บ้านใหญ่ไหลเข้าสู่พรรคทั้งภาคใต้ ภาคเหนือ และอีสาน อย่างไม่ขาดสาย ขณะที่ “พรรคเพื่อไทย” ยังหาผู้สมัครไม่ครบ 400 เขต แถมยังมีกระแส สส. ไหลออกต่อเนื่อง และ “แคนดิเดตนายกฯ” ยังไม่ครบ 3 คน
ดังนั้นหากถูกกดดันทางการเมือง แล้ว “นายกฯ” เลือกยุบสภาก่อนครบ 4 เดือน ก็กระทบการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
สอดคล้องกับความเห็นของ “อาจารย์บวรศักดิ์” อุวรรณโณ รองนายกฯ ที่กำหนดโรดแมปว่า หาก “นายกฯ” อยู่ครบ 4 เดือน ยุบสภา 31 ม.ค.69 เลือกตั้งจะเป็นวันที่ 29 มี.ค.69 พร้อมกับการทำประชามติจะเป็นไปตามนั้น
แต่ถ้าบันทึกความเข้าใจ (MOA) ระหว่าง “พรรคน้ำเงิน” และ “พรรคส้ม” จากสถานการณ์การเมืองที่เปลี่ยนแปลงทุกวัน และมีเหตุรัฐบาลไปก่อนกำหนด ก็ไม่สามารถประกันได้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนข้างต้น
ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นว่า แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายส้มจะชนะในชั้นแรก แต่กับดักทางกฎหมาย เกมการเมือง และอายุรัฐบาลยังเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดว่า การเปิดประตูแก้ไขรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับจะสำเร็จ หรือเป็นเพียงความฝันอีกครั้ง.



