เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 18 ต.ค. ที่วัดภูเขาทอง ตำบลภูเขาทอง อำเภอพระนครศรีอยุธยา บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่นและซาบซึ้งใจ ขณะที่ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมรับฟังเรื่องราวของ ดอว์ ตินทวย วัย 83 ปี ทายาทรุ่นที่ 7 ของชาวอยุธยาที่ถูกกวาดต้อนไปเป็นเชลยในสมัยเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 และเดินทางกลับมายังแผ่นดินบรรพบุรุษอีกครั้งจากเมืองมัณฑะเลย์ ประเทศเมียนมา
ตลอดวันที่ 17–18 ตุลาคม คุณยายและคณะเดินทางตามเส้นทางประวัติศาสตร์ เริ่มจากศาลหลักเมืองพระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นจุดแรกที่คุณยายได้เหยียบแผ่นดินไทย และน้ำตาแห่งความดีใจไหลลงมา จากนั้นเดินทางไปสักการะโบราณสถานสำคัญ เช่น วัดพระราม อุทยานประวัติศาสตร์อยุธยา และสถานที่อื่น ๆ ตามเส้นทางที่บรรพบุรุษเคยเล่าให้ฟัง ถ่ายทอดกันรุ่นต่อรุ่นราวกับเป็นมรดกแห่งความทรงจำ

คณะเดินทางประกอบด้วย นายมาไจนา เจ้าอาวาสวัดจากมัณฑะเลย์ นายซอวิน ผู้ใหญ่บ้านชุมชนอโยธยาในเมียนมา และ ดอว์ ตินย๊วด ญาติสนิทผู้ดูแลคุณยาย
ในช่วงเย็น บรรยากาศเต็มไปด้วยความอบอุ่น ประชาชนจากหลายจังหวัดหลั่งไหลมาร่วมรับฟังเรื่องราวประวัติศาสตร์ ผ่านน้ำเสียงของคุณยายตินทวย ซึ่งกล่าวด้วยน้ำตาซึมว่า “ซาบซึ้งใจมากที่คนไทยให้การต้อนรับอบอุ่นเหมือนคนในครอบครัว”
กิจกรรมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “พาชาวบ้านสุขขะ” จัดโดย นายปัณณพัทธิ์ คำนึง นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์ มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมอดีตสู่ปัจจุบัน นำทายาทชาวอยุธยาในต่างแดนกลับมาสัมผัสบ้านเกิดบรรพบุรุษอีกครั้งในรอบ 260 ปี

ไฮไลต์ของงานคือ การที่คุณยายกล่าวภาษาไทยว่า “ดีใจมากค่ะ ขอบคุณค่ะ” ท่ามกลางเสียงปรบมือและน้ำตาแห่งความยินดีจากผู้ร่วมงาน เหตุการณ์นี้ไม่เพียงเป็นการเดินทางกลับบ้าน แต่ยังเป็นการรื้อฟื้นความทรงจำร่วมกันของคนไทยทั้งประเทศ
วัดภูเขาทอง เป็นวัดเก่าแก่ที่สะท้อนรอยต่อทางประวัติศาสตร์ไทย-พม่าได้อย่างชัดเจน สร้างขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระราเมศวร ปลายพุทธศตวรรษที่ 19 และต่อมาได้รับการบูรณะในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
นายไพศาล ชาวอยุธยาที่เข้าร่วมงาน กล่าวว่า “คุณยายเป็นคนไทย ถึงแม้จะอยู่ต่างประเทศก็ต้องได้รับการต้อนรับอย่างดีเหมือนครอบครัว เราเป็นคนไทยต้องให้เกียรติ”
สำหรับวันที่ 19 ตุลาคม 2568 เวลา 08.00 น. คุณยายและคณะจะอำลาพระนครศรีอยุธยา ขึ้นเครื่องบินที่สนามบินดอนเมือง เพื่อเดินทางกลับประเทศเมียนมาต่อไป



