เมื่อเวลา 11.34 น. วันที่ 19 ต.ค. ที่ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและลูกกรุงรอบชิงชนะเลิศ โครงการ “เยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดย สำนักงานพระคลังข้างที่” ซีซั่น 2 ปี 2568 การประกวดร้องเพลงลูกทุ่งและลูกกรุงรอบชิงชนะเลิศ โครงการเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย โดยสำนักงานพระคลังข้างที่

จากนั้นนายกฯ กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจและอิ่มใจ ที่ได้มาร่วมในพิธีเปิดการประกวดร้องเพลง โครงการเยาวชนสืบสานรักษ์เพลงไทย ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานพระคลังข้างที่ หน่วยงานภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพยิ่งของพวกเราทุกคน โครงการนี้เป็นตัวอย่างที่น่าชื่นชม และควรค่าแก่การสนับสนุน เพราะใช้บทเพลงไทยเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเยาวชน ไม่ใช่แค่ให้มีความสามารถทางดนตรีเท่านั้น แต่ยังช่วยหล่อหลอมทักษะชีวิต เช่น ความมีวินัย ความอดทน ความมุ่งมั่น และการทำงานเป็นทีม และมีความละมุนละม่อม เป็นที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ว่า มีเยาวชน ลูกหลานของเราถึง 1,342 คน ที่สมัครเข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศ ก่อนจะเข้าสู่รอบสุดท้าย ที่เราจะได้รับชม และร่วมเชียร์กันในวันนี้ ทั้งนี้ตนเป็นคนที่รักดนตรีมาตั้งแต่เด็กเหมือนกัน ไม่ได้เป็นมืออาชีพแต่มีความชื่นชอบดนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงหนึ่งระหว่างนั้นไมโครโฟนขัดข้องและดับทั้งงาน เมื่อแก้ไขเรียบร้อย นายกฯ บอกติดตลกว่า เข้ากับสุภาษิตมารไม่มี บารมีไม่เกิด
จากนั้น นายกฯ กล่าวต่อว่า เด็กๆ ถ้าได้มีความสามารถในเรื่องร้องเพลง ทำงานเป็นทีม เพราะเราต้องเล่นร่วมกับคนอื่นให้ได้ ต้องเป็นทีมเดียวกัน ทำให้เราเคารพซึ่งกันและกัน และมีความเชื่อมั่นว่า สิ่งใดก็ตามที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ เราจะต้องมีทีมและอยู่กับทีมให้ได้ นี่คือการฝึกฝนประสบการณ์ชีวิต เพราะตนเป่าแซกโซโฟนที่บ้านแต่ไม่มีเบส มีกลองที่บ้าน ข้างบ้านโยนของใส่ตลอด ไม่ว่าจะไพเราะอย่างไร แต่มันก็วังเวงไม่มีความสมบูรณ์ แต่ถ้าเข้ามาร่วมกับวงเมื่อไหร่ เล่นร่วมกันเมื่อไหร่ เสียงที่เหมือนกะละมังแตก ก็จะกลายเป็นเสียงที่ไพเราะขึ้น เราต้องเล่นให้สอดคล้องกับเขา เราร้องเพลง เราก็ต้องร้องเพลงให้ถูกคีย์ และร้องให้ถูกจังหวะ สิ่งเหล่านี้เป็นพื้นฐานในการสร้างอนาคตของชาติของเราให้เติบโตขึ้นไป เป็นผู้ที่มีความเคารพ เคารพคนหมู่มากทำงานเป็นทีม และบอกกับตัวเองว่าถ้าทำอะไรให้เกิดความสมบูรณ์ก่อนสำเร็จ แล้วถ้าทำเป็นทีมจะดีกว่าทำคนเดียวเสมอ เป็นสิ่งที่มีคุณค่าจริงๆ

นายกฯ กล่าวอีกว่า ดนตรีไม่มีภาษา แต่เวลาไปเจอคนต่างชาติ ไปประกอบธุรกิจ เมื่อถึงเวลาเรามีโอกาสได้ร้องรำทำเพลง เล่นดนตรีด้วยกัน ความสัมพันธ์ความผูกพันจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จะกลายเป็นความเชื่อมั่นว่าคนคนนี้พวกเดียวกัน
มีความคิดความอ่านเหมือนกัน และจะพัฒนาไปสู่ความร่วมมือที่ดี ดีใจที่เห็นคนรุ่นใหม่สืบสานต่อยอด และเมื่อประมาณ 4-5 เดือนก่อน ตนไปเปิดประธานงานแถลงข่าว หลังจากวันนั้น ตนก็ออกจากรัฐบาล สิ่งหนึ่งที่ทำให้ร้องไห้เมื่อกลับไปบ้าน คิดว่า คงไม่ได้มางานนี้แน่ๆ วันนี้รู้สึกโชคดีเป็นอันมาก เราต้องทำบุญร่วมชาติกันมาก่อน ทำให้สุดท้ายได้มาที่นี่จนได้ด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่ง

“คุณค่าของเพลงไทยสามารถนำมาดำรงชีวิตได้เลย บางครั้งท้อแท้เราก็นึกถึงเพลงหนึ่งในร้อย ถ้าเราต้องไปสู้กับใครเรื่องอธิปไตยเราต้องร้องเพลง เราสู้ ไปเยอะๆ เราสู้ไม่ถอยจนก้าวเดียว เนื้อหาของเพลง แต่ละเรื่องแต่ละเพลงล้วนแล้วแต่สามารถเป็นข้อคิดเป็นบทเรียนเป็นสิ่งที่เราดำเนินชีวิตได้ หลายครั้งตนเจอวิกฤิต เจอสิ่งที่มันเครียดมากๆ ไม่รู้จะไปทางไหน ตนก็ระบายออกกับเปียโนของตน ไม่เกิน 10 นาที สิ่งที่มันคุกรุ่นในมโนสำนึก หรือสมองของเราดูง่ายๆ จากลมหายใจจะค่อยๆ ละเมียด และนิ่งเราก็จะมีความคิดที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ออกไปได้ มันเป็นความมหัศจรรย์ของดนตรี สมควรอย่างยิ่งที่จะให้เยาวชนซึมซับคุณค่าเหล่านี้ไป” นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า เราอยู่ในสังคมเดียวกัน ทุกคนช่วยกันสร้างสรรค์เยาวชนของเรา เพราะเราจะต้องพึ่งพาเขาต่อไปในอนาคต ด้วยความที่เป็นคนที่สมบูรณ์ของเค้าอย่างเต็มที่ ดนตรีจะช่วยลดความรุนแรง ดนตรีช่วยให้มีสติในการแก้ไขปัญหา ดนตรีจะทำให้ลดความเกลียดชัง และทำให้ประเทศของเราได้พัฒนาอย่างยั่งยืนมีความเจริญรุ่งเรือง
จากนั้นหลังกล่าวเปิดงานเสร็จสิ้น นายกฯ ได้ร่วมเป่าแซกโซโฟนกับวงดนตรี ในเพลงลาวดวงเดือนด้วย.



