เมื่อวันที่ 20 ต.ค. ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย พร้อมทีมงาน เดินทางลงพื้นที่ตรวจสอบการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน (หลังใหม่) ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์ถนนสามเสนทรุดหน้า รพ.วชิรพยาบาล
โดย ศ.ดร.อมร กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าการรื้อถอนอาคารเป็นไปอย่างปลอดภัยและสภาพอาคารค่อนข้างรื้อถอนได้ง่าย เนื่องจากสภาพของอาคารไม่ได้มีความสูงมากและก่อสร้างด้วยลวดอัดคอนกรีตที่สามารถใช้เครื่องมือตัดแผ่นปูนได้ง่าย
ทั้งนี้ ทางสมาคมได้มีข้อเสนอไปยังผู้รับเหมาที่ดำเนินการรื้อถอนโครงสร้างของอาคาร โดย
1.ต้องมีแผนการรื้อถอนที่ชัดเจนและปลอดภัยกับผู้ปฏิบัติงาน กล่าวคือ จะต้องมีระดับขั้นตอนว่าเริ่มรื้อจากจุดใดไปจุดใด และค่อย ๆ รื้อตามขั้นตอน ไม่ควรจะต้องรื้อทีเดียวเพื่อไม่ให้เกิดอุบัติเหตุกับผู้ปฏิบัติงาน เช่น โครงสร้างพังถล่มหรือลวดดีดกระเด็น
2.งานรื้อถอนต้องมีวิศวกรควบคุมที่ได้รับใบอนุญาตจากสภาวิศวกรมาควบคุมการรื้อถอนอาคาร
3.การรื้อถอนจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมและแรงสั่นสะเทือนของอาคารบริเวณโดยรอบ ควรจะต้องติดตั้งเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือน โดยจะต้องไม่ให้มีค่าการสั่นสะเทือนเกิน 10-20 มิลลิเมตรต่อวินาที ตามประกาศคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ
4.การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย หรือ รฟม. ต้องดำเนินการตรวจสอบสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุโมงค์ว่า ควรจะต้องซ่อมแซมมากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะการตรวจสอบรอยรั่วบริเวณโดยรอบอุโมงค์และการลำเลียงดินที่มีมากกว่า 10,000 คิวออกจากอุโมงค์ ซึ่งจะนำมาสู่การประเมินว่าจะต้องเปิดหน้าดินเพื่อซ่อมแซมอุโมงค์ใหม่หรือไม่

นอกจากนี้จะต้องประเมินสภาพหน้าดินและสภาพอากาศในแต่ละวัน โดยเฉพาะหากเกิดฝนตกขึ้นมายังส่งผลกระทบทำให้ดินเกิดภาวะทรุดตัวด้วยหรือไม่ เพื่อไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานและเกิดอันตรายกับพื้นที่ข้างเคียง
ศ.ดร.อมร กล่าวอีกว่า ตอนนี้มีความกังวลในเรื่องของสภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นกับอุโมงค์ เพราะถึงแม้ว่าจะดำเนินการถมหน้าดินและเตรียมเปิดผิวการจราจรควบคู่ไปกับการรื้อถอนอาคาร แต่ถ้าหากสภาพอุโมงค์ยังไม่ปลอดภัยก็จะเป็นสิ่งที่บ่งบอกในอนาคตได้ว่าอาจเกิดเหตุดินทรุดซ้ำรอยอีก
ดังนั้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับการเปิดสภาพการจราจรในอนาคตและภารกิจการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน (หลังใหม่) ควรจะต้องทดสอบการรองรับน้ำหนักและเร่งซ่อมแซมอุโมงค์รถไฟฟ้าให้มีสภาพสมบูรณ์ รวมทั้งต้องบล็อกชั้นดินเสริมความแข็งแรงไม่ให้พังถล่มแบบนี้อีกก่อนจะเปิดใช้รถใช้ถนนเพื่อความปลอดภัยของประชาชนต่อไป ที่สำคัญเพื่อเป็นการเสริมความมั่นใจให้แก่ผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าในอนาคตด้วย
ทั้งนี้อย่ามองว่าการกลบหน้าดินและเร่งฟื้นฟูถนนนั้นเป็นการหมกเม็ดปัญหาที่เกิดขึ้นใต้ดิน เพราะมองว่าเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่า ขณะเดียวกันเราต้องสร้างความมั่นใจให้กับชุมชนและอาคารบริเวณโดยรอบ โดยเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตั้งเครื่องวัดแรงสั่นสะเทือนและตรวจสอบสภาพดินเป็นระยะ ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะดินทรุดขยายตัวเพิ่มเติมและไม่เป็นการประมาท หากไม่พบภาวะดินทรุดขยายตัวเพิ่มเติม อย่างน้อยก็เป็นการสร้างความมั่นใจให้ประชาชนสามารถกลับเข้าพักอาศัยอาคารบริเวณโดยรอบได้อย่างปลอดภัยได้
ส่วนสาเหตุของดินทรุดตัวนั้น แม้ว่าคณะกรรมการสอบสวนของกระทรวงคมนาคมยังอยู่ในระหว่างการสอบสวนหาสาเหตุ แต่ตอนนี้มีข้อเสนอแนะว่า ในคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีเอกชนเข้าร่วมการสอบสวนด้วย และจะต้องเปิดเผยข้อมูลทุกอย่างให้เป็นสาธารณะ เมื่อสอบสวนได้สาเหตุอย่างชัดแจ้งก็ควรต้องแถลงให้สาธารณชนรับทราบ

ซึ่งในวันพุธนี้ ทางคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาการยกระดับมาตรฐานการก่อสร้าง มาตรฐานความปลอดภัย การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ และการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างอย่างเป็นระบบของสภาผู้แทนราษฎร จะเรียกผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้า โครงการซ่อมแซมฟื้นฟูถนนและรื้อถอนอาคารที่เสียหาย และตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการด้วย
ด้าน นายสิริโรจน์ สิริพลากรกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ปิยะมิตรกรุ๊ป จำกัด ผู้รับเหมาการรื้อถอนอาคาร เปิดเผยว่า ตอนนี้ยังไม่มีอุปสรรคในเรื่องของการรื้อถอน ทีมงานมีอุปกรณ์การช่างและเครื่องมือเทคโนโลยีในการรื้อถอนอย่างดี ซึ่งทีมงานมีประสบการณ์การรื้อถอนอาคารที่มีความสูงเพียงแค่ 4 ชั้นแบบนี้อยู่แล้ว
ทั้งนี้ แม้ว่าจะมีฝนตกหนักในพื้นที่ แต่ก็ไม่มีปัญหาเรื่องดินทรุดเพิ่มเติมจนส่งผลต่อการรื้อถอน คาดว่าจะสามารถเร่งรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน (หลังใหม่) ให้แล้วเสร็จตามแผนการภายใน 14 วัน
ขณะที่การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ชี้แจงความคืบหน้าว่า ปัจจุบันผู้รับจ้างทำการปรับระดับพื้นที่โดยถมหินคลุกไปแล้วประมาณกว่า 1,800 ลูกบาศก์เมตร รวมถึงดำเนินการสกัดพื้นคอนกรีตบริเวณทางลาดเดิมของอาคารทีปังกรรัศมีโชติ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล และเก็บเศษวัสดุออกเพื่อเตรียมพื้นที่ในการซ่อมแซมคืนทางลาดให้กับโรงพยาบาล ในส่วนการรื้อถอนอาคาร สน.สามเสน ได้เริ่มดำเนินการโดยการใช้รถแบ๊กโฮติดหัวหนีบตัดคอนกรีต จำนวน 2 คัน ในการช่วยรื้อถอน
ทั้งนี้ รฟม. ยังคงติดตามตรวจสอบและประเมินสภาพอาคาร สน.สามเสน อาคารแฟลตตำรวจ และอาคารโดยรอบอย่างต่อเนื่องเพื่อความปลอดภัยสูงสุด โดยทางโครงการฯ ยังคงเร่งดำเนินการและคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างต่อเนื่องเพื่อเร่งคืนสภาพพื้นผิวการจราจรต่อไป



