งานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Thailand Smart City Expo 2025’ และงานแสดงเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยและการป้องกันอัคคีภัย Secutech 2025 ภายใต้แนวคิดการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างยั่งยืน (Activating Smart Cities, Elevating Smart Living ) จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5 – 7 พฤศจิกายน68 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า พร้อมด้วย นายศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการบริหาร บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด และ มร.อิสราเอล โกโกล ผู้จัดการกลุ่ม บริษัท เมสเซ่ แฟรงค์เฟิร์ต (ฮ่องกง) จำกัด สาขาไต้หวัน ร่วมแถลงข่าวความพร้อมการจัดงาน

ผศ.ดร.ณัฐพล เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะของไทยก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ล่าสุดมีเมืองส่งข้อเสนอแผนพัฒนาเมืองอัจฉริยะมายังสำนักงานเมืองอัจฉริยะประเทศไทยแล้วกว่า 210 เมือง โดยในจำนวนนี้ผ่านการรับรองแผนพัฒนาฯ แล้ว 37 เมือง ครอบคลุม 25 จังหวัดทั่วประเทศ ส่วน 173 เมืองที่เหลืออยู่ระหว่างการพัฒนา ซึ่งคาดว่า ปี 2568 – 2572 จะสามารถยกระดับเมืองเดิมน่าอยู่ และสร้างเมืองใหม่อัจฉริยะได้ไม่น้อยกว่า 105 เมืองทั่วประเทศ
ทั้งนี้จากความร่วมมือของภาครัฐและภาคเอกชนที่ผ่านมา ส่งผลให้มีการลงทุนเพื่อพัฒนาเมืองอัจฉริยะในพื้นที่ต้นแบบ 37 เมือง คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 11,900 ล้านบาท เกิดโครงสร้างด้านดิจิทัลที่เข้มแข็ง และยังช่วยยกระดับทักษะกำลังคนดิจิทัล สร้างอาชีพใหม่ในภาคเทคโนโลยี และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากภายในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนถึงการเติบโตอย่างยั่งยืนที่เกิดขึ้นจริงในระดับพื้นที่

ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวต่อว่าดีป้า ยังมีกลไกอื่นที่ช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็น โครงการ Smart Living และ Smart Living Plus โดยการส่งเสริมให้ท้องถิ่นทั่วประเทศสามารถเข้าถึงและนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการสร้างรายได้และดำรงชีวิตให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มาตรการ depa mini Transformation Voucher หรือ การสนับสนุนให้ผู้ประกอบการ SME หรือบุคคลธรรมดาได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ในการพัฒนาธุรกิจ โดยให้เงินสนับสนุนสูงสุดไม่เกิน 10,000 บาทต่อราย สำหรับใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการซื้อซอฟต์แวร์, การเช่าใช้ระบบเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน, หรือการซื้อครุภัณฑ์ที่จำเป็นต่อภาครัฐมาตรการส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐท้องถิ่นเกิดการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลในการบริหารจัดการและให้บริหารประชาชนโครงการ Smart City Accelerator โครงการบ่มเพาะเมืองต้นแบบและผู้ประกอบการเทคโนโลยีดิจิทัลที่พร้อมต่อยอดโซลูชันสู่พื้นที่จริง และบัญชีบริการดิจิทัล (Thailand Digital Catalog) เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนสามารถเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐาน dSURE ในราคาที่เป็นธรรม โปร่งใส และรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

“สำหรับงาน Thailand Smart City Expo 2025 จะเป็นเวทีสำคัญ สร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาของเมืองอย่างแท้จริง อีกทั้งเปรียบเสมือนเวทีที่รวมรวมเทคโนโลยีและนวัตกรรมดิจิทัลระดับโลกเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะเต็มรูปแบบ ดีป้า เชื่อมั่นว่า จะนำไปสู่การผลักดันให้ไทยก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านเมืองอัจฉริยะของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต่อไป” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

ด้าน นายศักดิ์ชัย กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้จะใช้พื้นที่ส่วนแสดงเพิ่มขึ้นอีกกว่า 80% เพื่อรองรับการจัดแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีรุ่นล่าสุดกว่า 800 รายการ รวมถึงเป็นเวทีองค์ความรู้โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานชั้นนำที่จะมาร่วมอัพเดต และแลกเปลี่ยนแนวคิดในสัมมนารวมกว่า 80 หัวข้อตลอด 4 วัน ซึ่งคาดว่าการจัดงานครั้งนี้จะต้อนรับผู้เข้าชมงานจากภาครัฐและภาคเอกชน ทั้งในและต่างประเทศกว่า 15,000 รายและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 1,200 ล้านบาท
มร.อิสราเอล กล่าวว่า การจัดงาน Secutech Thailand 2025 เปรียบเสมือนเวทีนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบความปลอดภัยและการป้องกันภัย ที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ โดยวิสัยทัศน์ของเราคือการสร้างมุมมองแบบองค์รวมเกี่ยวกับความปลอดภัยและการพัฒนาเมือง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการจราจรอัจฉริยะ สาธารณูปโภคอัจฉริยะ หรือบริการสาธารณะอัจฉริยะ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรากฐานด้านความปลอดภัยและความมั่นคงร่วมกัน

นายไพฑูรย์ งามมุข รองผู้อำนวยการสำนักอนามัย กรุงเทพมหานครและอดีตรองผู้อำนวยการสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร กล่าวว่า กทม.มีการสร้างความปลอดภัยในการตั้งรับกับเหตุการณ์แผ่นดินไหว โดยได้รับความร่วมมือจาก ไต้หวัน และ ญี่ปุ่น ในการนำเทคโนโลยีมาใช้แจ้งเตือน แผ่นดินไหว โดยมีการประเมินความเสี่ยงโครงสร้างอาคาร มีแผนที่ อาคารเสี่ยงภัย ระบุอาคารที่สร้าง ก่อนปี พ.ศ. 2550 ซึ่งเป็นปีที่กฎหมายกำหนดให้อาคารใหม่ไม่สามารถรองรับแผ่นดินไหวระดับ 8 ริกเตอร์ขึ้นไปได้ อาคารเก่าเหล่านี้มีอยู่ประมาณ 7,000 แห่ง (รวมโบราณสถาน) นอกจากนี้กรุงเทพฯยังมี สภาพดินอ่อน (Soft Clay พื้นที่กรุงเทพฯ เป็นดินอ่อน ทำให้บางพื้นที่ เช่น จตุจักร มีการร้องเรียนเรื่องผลกระทบเยอะแม้เกิดแผ่นดินไหวเพียง 2 ริกเตอร์
นายไพฑูรย์ กล่าวต่อว่ากทม. ได้กำหนดพื้นที่ความเสี่ยง (Risk Index) ลงบนแผนที่แล้ว แต่ ไม่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในภาครัฐมีตัวเลขเหล่านี้ไว้ใช้ในการบริหารจัดการประชาชนสามารถค้นหาข้อมูลความเสี่ยงต่างๆ เช่น PM 2.5, น้ำท่วม, อาชญากรรม ได้ด้วยตนเองผ่าน Google โดยใช้คำว่า “แผนที่เสี่ยงภัย Risk Index”



