เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ได้เกิดเหตุการณ์ที่สังคมไทยต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างร้อนแรง หลังปรากฏชายขับรถกระบะจอดขวางทางรถพยาบาลที่โรงพยาบาลปลายพระยา ที่นำไปสู่ความล่าช้าในการส่งต่อผู้ป่วยวิกฤติ ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่เผยให้เห็นถึงภาวะทางพฤติกรรมที่ทีมแพทย์ต้องเผชิญอยู่บ่อยครั้ง นั่นคือ “โรคกตัญญูเฉียบพลัน” (Acute Filial Piety Syndrome) ซึ่งมีรากฐานมาจากความรู้สึกผิดที่ซ่อนอยู่ภายในใจ.. วันนี้ “เดลินิวส์” มีคำตอบ..

“โรคกตัญญูเฉียบพลัน” คืออะไร?
ภาวะ “โรคกตัญญูเฉียบพลัน” นั้น ไม่ใช่โรคทางการแพทย์ที่ถูกบัญญัติอย่างเป็นทางการ แต่เป็นคำที่บุคลากรทางการแพทย์ในประเทศไทยใช้เรียกปรากฏการณ์ที่พบได้บ่อยและเข้าใจตรงกัน ซึ่งมีลักษณะสำคัญดังนี้
1.ผู้แสดงอาการ มักเป็นญาติ (ลูกหลาน) ที่ปกติ อาศัยอยู่ห่างไกลและไม่ค่อยได้มาดูแลผู้ป่วย หรือนาน ๆ มาเยี่ยมครั้งหนึ่ง
2.ช่วงเวลาที่เกิด จะปรากฏตัวขึ้นเมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ภาวะวิกฤติระยะสุดท้ายของชีวิต (End-of-life)
3.พฤติกรรมเด่นชัด
-เสียงดังที่สุด เป็นคนที่ส่งเสียงดังและเรียกร้องมากที่สุด
-ปฏิเสธความจริง ไม่ยอมรับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าเป็นภาวะสุดท้าย
-เรียกร้องการรักษาเกินจำเป็น ต้องการให้แพทย์ “ทำทุกวิถีทาง” เพื่อยื้อชีวิต เช่น สั่งให้ปั๊มหัวใจ ใส่ท่อช่วยหายใจ โดยไม่คำนึงถึงสภาพร่างกายของผู้ป่วยหรือความทุกข์ทรมาน
-ก้าวร้าวฉุนเฉียว แสดงอารมณ์ฉุนเฉียวและสร้างความขัดแย้งกับบุคลากรทางการแพทย์
ต้นตอของพฤติกรรม.. กลไกชดเชยจาก “ความรู้สึกผิด”
การวิเคราะห์ทางจิตวิทยา ทาง “นายแพทย์ธนีย์ ธนียวัน” หรือ หมอแทน อาจารย์แพทย์อยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เชี่ยวชาญโรคปอด การปลูกถ่ายปอดและวิกฤติบำบัด ได้อธิบายผ่านช่อง “Doctor Tany” ระบุว่า พฤติกรรมก้าวร้าว เรียกร้อง และต้องการควบคุมสถานการณ์ทั้งหมดนี้ มีรากฐานมาจาก “ความรู้สึกผิด” (Guilt) ที่ฝังลึกอยู่ในใจ
เมื่อญาติเหล่านี้ตระหนักว่าตนเองละเลยการดูแลผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอในอดีต จึงพยายามชดเชยด้วยการแสดงความกตัญญูอย่างสุดโต่งในวาระสุดท้าย เพื่อไม่ให้ตนเองต้องรู้สึกเป็น “คนอกตัญญู” โดยกลไกทางจิตวิทยานี้จะผลักความรู้สึกผิดและความไม่พอใจไปให้ผู้อื่น โดยเฉพาะทีมแพทย์และพยาบาล เพื่อลดภาระทางอารมณ์ของตนเอง

ภาวะนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับข้อมูลที่ทางแฟนเพจ “Drama-addict” ได้เผยถึงเอกสารทางการแพทย์ปี 1991 ของสหรัฐอเมริกา คือ “California Daughter Syndrome” (โรคลูกสาวจากแคลิฟอร์เนีย) ซึ่งหมายถึงลูกที่อยู่ห่างไกล บินกลับมาแล้วสร้างความยุ่งยากในการดูแลพ่อแม่ที่ป่วยหนักด้วยแรงจูงใจเดียวกัน

เมื่อ “ความกตัญญูขั้นสูงสุด” คือการปล่อยวางอย่างสงบ
อย่างไรก็ตาม “หมอแทน” ได้เผยถึงแนวทางป้องกันอาการดังกล่าว ที่จะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้เราตกอยู่ในภาวะ “โรคกตัญญูเฉียบพลัน” คือการเตรียมพร้อมทางความคิดและการดูแลความสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ คือ..
1.รักษาความสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง การติดต่อพูดคุยอย่างสม่ำเสมอแม้จะอยู่ห่างไกล จะช่วยลดความรู้สึกผิด ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อถึงยามวิกฤติ ทำให้สามารถเผชิญสถานการณ์ด้วยความใจเย็นและมีสติมากขึ้น
2.เข้าใจความต้องการในวาระสุดท้าย ต้องปรับมุมมองต่อคำว่า “ทำเต็มที่” เพราะการยื้อชีวิตด้วยวิธีการที่สร้างความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน เช่น การปั๊มหัวใจในผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ไม่มีโอกาสฟื้นตัว ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป
3.ความกตัญญูที่แท้จริง ในบางกรณี “ความกตัญญูขั้นสูงสุด” อาจหมายถึงการปล่อยให้ผู้ป่วยจากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ ตามความต้องการของผู้ป่วยเอง ถือเป็นการมอบความสุขครั้งสุดท้ายและเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์..



