จากวิกฤติเศรษฐกิจ อุทกภัย ผลกระทบชายแดน รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้สร้างความเดือดร้อนให้แก่ เอสเอ็มอีไทยที่มีกว่า 3.25 ล้านราย (ร้อยละ 99.5 ของวิสาหกิจทั้งประเทศ) ซึ่งปัจจุบันสร้างมูลค่าเศรษฐกิจได้เพียง 1 ใน 3 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) รวมเท่านั้น
น.ส.ปณิตา ชินวัตร รักษาการผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม (สสว.) ระบุว่า สสว. ได้จัดทำแผนปฏิบัติการส่งเสริม SME ประจำปี 2569 ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมวิสาหกิจฯ โดยยึดกรอบแผนการส่งเสริม SME ฉบับที่ 5 สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการส่งเสริมเอสเอ็มอี และประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว โดยแผนปฏิบัติการฯ ปี 2569 ขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์
“เอสเอ็มอี อยู่รอด ปรับตัวเร็ว และเติบโตสู่ความยั่งยืน” ผ่าน 3 พันธกิจหลัก คือ ช่วยให้อยู่รอด เร่งปรับตัว และยกระดับสู่อุตสาหกรรมอนาคต เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ในการผลักดันสัดส่วนจีดีพีของเอสเอ็มอีให้แตะร้อยละ 38.6 ของจีดีพี รวมประเทศ มุ่งเน้น 5 ประเด็น ได้แก่ เทคโนโลยีดิจิทัล, ธุรกิจสีเขียว, ความรับผิดชอบต่อสังคม, ธรรมาภิบาล และซอฟต์พาวเวอร์
ผ่าน 4 ประเด็นยุทธศาสตร์ 16 กลยุทธ์ที่ครอบคลุมการเติบโตของทุกกลุ่มธุรกิจ การตลาดมุ่งเป้า การปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ และการหนุนอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งเดิมภาพรวมแผนปฏิบัติการฯ มีทั้งสิ้น 134 โครงการ งบประมาณรวมกว่า 8,069 ล้านบาท
สสว. จึงได้อนุมัติ “แผนปฏิบัติการส่งเสริมเอสเอ็มอี ประจำปี 2569 เพิ่มเติม” จัดสรรเงินกองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอี รวม 765 ล้านบาท ให้แก่หน่วยงานจาก 4 กระทรวง 11 หน่วยงาน รวม 25 โครงการ โดยมีกรอบเวลาดำเนินงานสูงสุดไม่เกินวันที่ 30 กันยายน 2569 เพื่อเร่งเยียวยาและเพิ่มศักยภาพให้ผู้ประกอบการเดินหน้าต่อไปได้ทันที
สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ“โครงการฟื้นฟูธุรกิจและเสริมความแข็งแกร่ง เอสเอ็มอี (Rebuild SMEs) ประจำปีงบประมาณ 2569” รวมกับกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม เมื่อ 4 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ด้วยงบประมาณสนับสนุน
จากกองทุน สสว. เป็นหนึ่งภายใต้แผนปฏิบัติการเพิ่มเติมนี้ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการเพื่อผลักดันอุตสาหกรรมแห่งอนาคต อาทิ ดิจิทัล และ AI, อาหารมูลค่าสูง, การแพทย์และสุขภาพ, พลังงานสะอาด และการยกระดับ SMEs เข้าสู่ห่วงโซ่มูลค่าโลกควบคู่ไปกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งนอกจากการสนับสนุนงบประมาณบริหารจัดการโครงการแล้ว
“สสว.ยังมุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการขึ้นทะเบียน SME ONE ID ซึ่งเปรียบเสมือนพาสปอร์ตทางธุรกิจ เพื่อให้เอสเอ็มอีไทยเข้าถึงสิทธิประโยชน์และการบริการของภาครัฐได้อย่างรวดเร็วและลดความซ้ำซ้อนของเอกสารมากที่สุด”



