ในขณะนี้ ถือได้ว่าสถานการณ์อาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ก้าวเข้าสู่จุดวิกฤติ เมื่อนานาชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อจัดการปัญหาที่เกิดขึ้น นำโดยสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ที่ได้ร่วมกันประกาศมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหญ่ต่อ “Prince Group” กลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ในกัมพูชา และ “เฉิน จื้อ” ประธานบริษัท ในข้อหาดำเนินธุรกิจศูนย์หลอกลวงออนไลน์ (Scam Centers) การค้ามนุษย์ และการฟอกเงิน

ปฏิบัติการร่วมดังกล่าว ไม่เพียงแต่ส่งผลให้เกิดการยึดทรัพย์สินมูลค่ามหาศาล แต่ยังกระตุ้นให้หลายประเทศในเอเชีย ต้องเร่งทบทวนและกำหนดนโยบายเฉพาะ เพื่อจัดการกับเครือข่ายอาชญากรรมประเภทนี้อย่างจริงจัง ดังนี้..

1.”ผู้นำปฏิบัติการ” นโยบายยึดทรัพย์และตัดขาดระบบการเงิน

การเคลื่อนไหวของชาติตะวันตกถือเป็นนโยบายเชิงรุกที่มุ่งเป้าทำลายรากฐานทางการเงินขององค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ (TCO) โดยตรง ไม่ว่าจะเป็น..
-สหรัฐอเมริกา ดำเนินคดีอาญาและยึดทรัพย์ครั้งประวัติศาสตร์ โดย “กระทรวงยุติธรรม (DOJ)” ได้ยื่นฟ้อง “เฉิน จื้อ” ในข้อหาคบคิดฉ้อโกงทางอิเล็กทรอนิกส์และฟอกเงิน ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นการลงโทษทางอาญาที่รุนแรง มีการประกาศริบทรัพย์สินเป็นบิตคอยน์กว่า 127,271 BTC (มูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการสืบสวนและยึดคืนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้มาจากการฉ้อโกง

นอกจากนี้ “กระทรวงการคลัง (FinCEN)” ยังใช้มาตรา 311 ในการ ตัด Huione Group (กลุ่มบริษัทฟอกเงินในเครือ) ออกจากระบบการเงินของสหรัฐ โดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งกีดกันไม่ให้องค์กรใช้ช่องทางธนาคารระหว่างประเทศ

-สหราชอาณาจักร สั่งอายัดทรัพย์สินส่วนบุคคลและบัญชีดำ โดย “FCDO” ประกาศคว่ำบาตร Prince Holding Group และบุคคลที่เกี่ยวข้อง พร้อมนโยบาย อายัดอสังหาริมทรัพย์ มูลค่ามหาศาลในกรุงลอนดอน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่งคั่งส่วนตัวของผู้นำองค์กรและใช้เป็นมาตรการกดดันที่รวดเร็ว

2.”ปฏิกิริยาในเอเชีย” แนวทางจัดการอาชญากรรมข้ามพรมแดน

-เกาหลีใต้
ธนาคารเกาหลี 5 แห่งในกัมพูชาได้อายัดเงินฝากของ Prince Group รวมมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการคว่ำบาตรที่เข้มงวดขึ้น เพื่อตอบโต้แก๊งอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการทรมานพลเมืองเกาหลีใต้

-ไทย
ตำรวจไซเบอร์ ยืนยันการทำงานร่วมกับหน่วยงานสหรัฐ ในกระบวนการยึดทรัพย์สิน โดยเน้นนโยบายการขอคืนทรัพย์สินผ่านช่องทางการทูต หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นเชื่อมโยงกับความผิดที่เกิดขึ้นในไทย นอกจากนี้ยังมีการพิจารณาดำเนินคดีอาญาฐานสมรู้ร่วมคิดฉ้อโกงและฟอกเงินในประเทศ

-สิงคโปร์
ตำรวจสิงคโปร์ ได้เริ่มตรวจสอบความสัมพันธ์ทางการเงินของ เฉิน จื้อ โดยเฉพาะการจัดตั้ง “สำนักงานครอบครัว (Family Office)” ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็นนโยบายที่มุ่งตรวจสอบการใช้ศูนย์กลางทางการเงินของประเทศเพื่อฟอกเงิน

-กัมพูชา
รัฐบาลกัมพูชา ยืนยันว่า Prince Group ปฏิบัติตามกฎหมายภายในประเทศ แต่พร้อมให้ความร่วมมือ หากสหรัฐและสหราชอาณาจักรมี คำร้องขออย่างเป็นทางการพร้อมหลักฐานที่ชัดเจน ซึ่งเป็นแนวทางที่เน้นย้ำถึงหลักฐานทางกฎหมายและความเป็นธรรมในการดำเนินคดีข้ามชาติ

การดำเนินการของนานาชาติในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการปราบปรามองค์กรอาชญากรรม แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่ชัดเจนว่า รัฐบาลทั่วโลกจะใช้มาตรการทางกฎหมาย การเงิน และการทูตที่ประสานงานกัน เพื่อปิดกั้นไม่ให้กลุ่มอาชญากรข้ามชาติ โดยเฉพาะ “สแกมเมอร์กัมพูา” กลับมาสร้างความเสียหายต่อพลเมืองทั่วโลกได้อีก..