เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 156 หมู่ 12 บ้านโนนสวรรค์ ตำบลนาเชือก อำเภอยางตลาด จังหวัดกาฬสินธุ์ นายถวัลย์ ชุมกาแสง ผู้ใหญ่บ้าน พร้อมด้วย น.ส.ลักษมี มาลาสิงห์ อสม.ประจำหมู่บ้าน และคณะกรรมการหมู่บ้าน ได้ลงพื้นที่เข้าเยี่ยมอาการและให้กำลังใจ ด.ญ.สุกัญญา ภูคงทอง หรือ “น้องมาย” อายุ 2 ขวบ 9 เดือน ผู้ป่วยโรคมะเร็งเส้นประสาทรับรู้อัตโนมัติ
โดยมีนายคำประวงศ์ ภูคงทอง อายุ 77 ปี และนางคำพอง ภูคงทอง อายุ 68 ปี ซึ่งเป็นปู่ทวดและย่าทวดของน้องมาย ให้ข้อมูลถึงความเป็นอยู่และภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลเด็กหญิงรายนี้
น.ส.ลักษมี มาลาสิงห์ อสม. เปิดเผยว่า อาการของน้องมายเริ่มปรากฏตั้งแต่ปี 2566 ขณะอายุประมาณ 7-8 เดือน โดยเริ่มจากอาการไข้เรื้อรัง รักษาไม่หาย ก่อนทรุดหนักจากภาวะปอดติดเชื้อ และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลยางตลาดจนดีขึ้น แต่ต่อมามีอาการแขนขาอ่อนแรงและกระตุกเป็นระยะ จึงถูกส่งต่อเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์
ภายหลังแพทย์ตรวจพบก้อนเนื้อบริเวณต้นคอ และผลวินิจฉัยยืนยันว่าเป็นโรคมะเร็งเส้นประสาทรับรู้อัตโนมัติ ส่งผลให้มีอาการอ่อนแรง ระบบร่างกายผิดปกติ เหงื่อออกไม่ปกติ รวมถึงควบคุมการขับถ่ายไม่ได้
ด้านนายคำประวงศ์ ปู่ทวดของน้องมาย เล่าทั้งน้ำตาว่า ครอบครัวมีฐานะยากจน รายได้หลักมาจากเงินผู้สูงอายุเดือนละเพียง 600-700 บาท เดิมเคยเช่าที่นาเพื่อทำเกษตร แต่ต้องเลิกไปเนื่องจากภาระในการดูแลหลานที่ป่วยหนัก ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น แต่ละครั้งสูงถึง 700-1,800 บาท และต้องเดินทางเดือนละ 2-3 ครั้ง รวมถึงต้องค้างคืนหลายวัน ทำให้ค่าใช้จ่ายสะสมสูงจนแทบไม่สามารถรับภาระได้

“เคยคิดจะหยุดการรักษา เพราะไม่มีเงิน แต่ก็สงสารหลาน ต้องพยายามทุกทางเพื่อให้ได้รักษา” นายคำประวงศ์ กล่าวด้วยความซาบซึ้ง พร้อมยกมือไหว้ขอบคุณผู้ที่เข้ามาช่วยเหลือ
ขณะที่นายเอกรัตน์ มิสา นายอำเภอยางตลาด ระบุว่า จังหวัดกาฬสินธุ์ได้ตั้งศูนย์ดำรงธรรมส่วนหน้าเพื่อรับเรื่องทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา และประสานความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน โดยเบื้องต้นได้ลงพื้นที่ให้กำลังใจครอบครัว พร้อมวางแนวทางสนับสนุนการเดินทางและการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ครอบครัวมีกำหนดพาน้องมายเข้ารับการตรวจรักษาที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์ จังหวัดขอนแก่น อีกครั้งในวันที่ 29 มิถุนายนนี้ หลังหยุดการรักษาไปช่วงหนึ่ง
สำหรับโรคมะเร็งเส้นประสาทรับรู้อัตโนมัติ ถือเป็นโรคที่พบได้น้อยมาก โดยมีอุบัติการณ์ในผู้ใหญ่เพียงประมาณ 0.8 ต่อประชากร 100,000 คน และพบในเด็กเล็กน้อยมากจนแทบไม่ปรากฏในทางสถิติ



