สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ว่าสมเด็จพระจักรพรรดินารุฮิโตะ เสด็จออก ณ พระราชวังอิมพีเรียล พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นางซานาเอะ ทาคาอิจิ เข้าเฝ้าฯ รับพระราชทานพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นคนที่ 104 และเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศที่เป็นผู้หญิง
สำหรับคณะรัฐมนตรีของทาคาอิจินั้น มีเพียง 19 คน รวมตัวเธอด้วยในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลัลงรัฐสภาลงมติรับรอง เมื่อช่วงบ่ายของวันอังคาร
นอกจากผู้นำหญิงแล้ว มีรัฐมนตรีอีกสองคนเท่านั้นที่เป็นผู้หญิง คือน.ส.คิมิ โอโนดะ ในตำแหน่งรัฐมนตรีด้านความปลอดภัยทางเศรษฐกิจ และนางซัตสึกิ คาตายามะ ในตำแหน่งรมว.กระทรวงการคลัง ซึ่งเธอถือเป็นผู้หญิงคนแรกที่ดำรงตำแหน่งดังกล่าว
ขณะที่ตำแหน่งใหญ่อื่น ๆ นายโทชิมิตสึ โมเตงิ ดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงการต่างประเทศ และนายชินจิโร โคอิซูมิ ดำรงตำแหน่งรมว.กระทรวงกลาโหม
天皇陛下が総理大臣を任命される親任式が皇居で行われました
— NHKニュース (@nhk_news) October 21, 2025
高市新内閣の情報は随時更新していますhttps://t.co/64Mhkhwrd4#nhk_video pic.twitter.com/BoGd6nwXXc

ทั้งนี้ ทาคาอิจิกล่าวว่า มีนางมาร์กาเรต แธตเชอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร เป็นบุคคลต้นแบบ
สำหรับแนวคิดและนโยบายทางการเมืองที่สำคัญของ ทาคาอิจิ สะท้อนความเป็นอนุรักษนิยมที่แข็งกร้าว โดยได้รับการสนับสนุนอย่างมากจากปีกขวาของพรรคแอลดีพี ซึ่งเป็นกลุ่มที่สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ
ในด้านเศรษฐกิจ เธอมุ่งเน้นกลยุทธ์ “ซานาเอะโนมิกส์” ที่เน้นการเติบโตอย่างแข็งขัน ผ่านการใช้จ่ายของรัฐบาลอย่าง “ชาญฉลาด” และ “เชิงรุก” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนในเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ขนาดเศรษฐกิจของญี่ปุ่น เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในสิบปี และการจำกัดการลงทุนจากต่างชาติในกิจการที่มีความอ่อนไหว
เกี่ยวกับความมั่นคงและกลาโหม ทาคาอิจิเป็นผู้มีแนวคิดสายเหยี่ยว ด้านความมั่นคง เธอเรียกร้องให้เพิ่มศักยภาพด้านกลาโหม อย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงการผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 เพื่อให้รับรองการมีอยู่ของกองกำลังป้องกันตนเองอย่างชัดเจน
ในด้านต่างประเทศ ทาคาอิจิเน้นนโยบายต่างประเทศแบบ “ญี่ปุ่นต้องมาก่อน” โดยมองว่าญี่ปุ่นควรดำเนินการเพื่อผลประโยชน์แห่งชาติเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างพันธมิตรกับสหรัฐ และร่วมมือกับนานาประเทศในภูมิภาค เพื่อถ่วงดุลอำนาจกับจีน.
เครดิตภาพ : AFP



