สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 23 ต.ค.ว่า กระทรวงการคลังสหรัฐออกแถลงการณ์ เรื่องการอายัดทรัพย์สินทั้งหมดในสหรัฐของ รอสเนสฟต์ และลุคออยล์ ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่สองแห่งของรัสเซีย และห้ามบริษัททุกแห่งของสหรัฐ ทำธุรกรรมกับผู้ประกอบการด้านน้ำมันยักษ์ใหญ่ของรัสเซียทั้งสองแห่ง
Press Release: https://t.co/IR9OdRwpiC
— Treasury Department (@USTreasury) October 22, 2025
นายสกอตต์ เบสเซนต์ รมว.การคลังสหรัฐ กล่าวว่า การยกระดับมาตรการคว่ำบาตรรัสเซียครั้งนี้ เป็นผลจากการที่รัฐบาลมอสโกยังคงปฏิเสธ “ยุติสงครามที่ไร้เหตุผล” สหรัฐจึงตัดสินใจพุ่งเป้าไปที่รอสเนฟต์และลุคออยล์ ซึ่งไม่เพียงเป็นบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ที่สุดสองแห่งของรัสเซีย แต่ยังเป็นแหล่งที่ให้เงินทุนแก่กลไกสงครามของรัฐบาลมอสโกด้วย และกล่าวด้วยว่า รัฐบาลวอชิงตัน “ผิดหวัง” ที่รัสเซีย “ไม่กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาด้วยความซื่อสัตย์”
????⚡️ US canceled meeting with Vladimir Putin in Budapest — Trump https://t.co/pK7OmgTWfA pic.twitter.com/jma7jfzpEx
— Sputnik (@SputnikInt) October 22, 2025
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ประกาศเลื่อนกำหนดการเจรจาแบบพบหน้ากับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย “ออกไปก่อนอย่างไม่มีกำหนด” และกล่าวอย่างไม่พอใจว่า ทุกครั้งที่สนทนากับผู้นำรัสเซีย การหารือทุกครั้งเป็นไปด้วยดี แต่หลังจากนั้น “ไม่มีอะไรคืบหน้า”
อย่างไรก็ตาม ทรัมป์หวังว่า มาตรการคว่ำบาตรรอสเนสฟต์ และลุคออยล์ “จะมีผลบังคับใช้ไม่นาน” และแนวทางนี้จะนำไปสู่การคลี่คลายสงครามในยูเครน
ทั้งนี้ รอสเนสฟต์ และลุคออยล์ ส่งออกน้ำมันรวมกันราว 3.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยรอสเนสฟต์เพียงบริษัทเดียว ครองสัดส่วนการผลิตน้ำมันเกือบครึ่งหนึ่งของรัสเซีย ซึ่งคิดเป็น 6% ของผลผลิตน้ำมันทั่วโลก ขณะที่ประเทศซึ่งเป็นลูกค้าหลักในการซื้อน้ำมันของรัสเซีย ยังคงเป็น จีน อินเดีย และตุรกี.
เครดิตภาพ : AFP



