แม้ว่าการประกาศผลคัดเลือกโครงการที่ยื่นข้อเสนอเพื่อรับจัดสรรเงินจากกองทุนอนุรักษ์ฯ ในปีงบประมาณ 2568 น่าจะรู้ผลเดือนมกราคมปี 2569 แต่สำหรับการเตรียมจัดสรรงบกองทุนในปีงบประมาณ 2569 ก็จะทำควบคู่กันไป และงบได้ผ่านบอร์ดคณะกรรมการกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานไปแล้วด่านแรก โดยการวางกรอบจะเป็น 3 ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569-2571 อยู่ที่ 15,000 ล้านบาท โดยกันเป็นกรอบปีงบ 2569 ไว้ 9,000 ล้านบาท เพื่อรองรับนโยบาย ควิก บิ๊ก วิน รองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และเทคโนโลยีด้านพลังงานใหม่ ๆ

รัฐฉัตร ศิริพานิช” ผู้จัดการสำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน (ส.กทอ.) กล่าวว่า “นโยบาย ควิก บิ๊ก วิน   ด้านพลังงาน ใช้กลไกของกองทุนอนุรักษ์ฯ 2 ส่วน คือ เรื่องของโซลาร์ภาคประชาชนในส่วนของการสนับสนุนโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร และอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้โรงงานมีความประหยัด เน้นการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น”

ทั้งนี้ ใน ส่วนแรกโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร เป็นการสอดคล้องต่อนโยบายด้านการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายด้านพลังงาน และสร้างความยั่งยืนระยะยาวรองรับเน็ต ซีโร่ โดยกระทรวงพลังงานตั้งเป้าหมายไว้ 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ โดยใช้งบกองทุนอนุรักษ์ฯ เป็นหลัก คาดว่าจะช่วยลดค่าพลังงานให้ชุมชน ประชาชน ได้ราว 1,500 บาท/ไร่/ปี เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุน 12,500 ล้านบาท ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 0.06 ล้านตัน
CO2/ปี และมีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 87.5 เมกะวัตต์

ส่วนที่สอง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม เป็นการสอดรับกับนโยบายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยเป้าหมายจะมีการดำเนินโครงการสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนปรับปรุงเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน คาดว่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนราว 800 ล้านบาท สามารถลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 0.03 ล้านตัน CO2/ปีและลดใช้พลังงานได้ 10 ktoe (พันตันเทียบเท่าน้ำมันดิบ)/ปี

อย่างไรก็ดี เมื่อวงเงินปีงบ 2569 มีจำนวนมากถึง 9,000 ล้านบาท แน่นอนว่า กองทุนฯ ได้เรียนรู้จากบทเรียนอดีตที่ผ่านมา ที่โครงการมักไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เกิดการทิ้งร้างจำนวนมาก จึงได้ออกแบบหลักเกณฑ์ให้รัดกุมขึ้น โดยเฉพาะหลักการ “คนละครึ่ง” ที่มีชื่อล้อไปกับนโยบายรัฐบาล

“คำว่าคนละครึ่งของเราคือ Co-pay ซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเคยให้เงินลงทุนกับโครงการแบบ 100% เช่น โครงการสูบน้ำโซลาร์เซลล์แต่เราพบว่า โครงการมักจะขาดความเป็นเจ้าของจึงถูกทิ้งร้างไม่ได้ใช้งาน ทางคณะกรรมการก็เลยคุยกันว่าอยากให้ผู้ที่ขอมีความเป็นเจ้าของของโครงการด้วย จึงมีเกณฑ์ลักษณะ Co-Pay 50% ก็คือหน่วยงานที่ขอจะต้องมีการจ่ายเงินส่วนหนึ่งในการลงทุนในระบบนั้น ๆ เพื่ออย่างน้อยจะมั่นใจได้ว่า เขามีเงินที่จะดูแลต่อในอนาคต” ผู้จัดการ ส.กทอ. สรุปแนวทางคุมเข้มหลักเกณฑ์เพื่อให้เกิดผลประโยชน์รูปธรรมที่แท้จริง.