ทำเอาแฟน ๆ ช็อกและเห็นใจไปพร้อมกัน เมื่อนางเอกสาวมากฝีมือ “พลอย-เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์” ได้ออกมาเปิดใจถึงวิกฤติครั้งใหญ่ในชีวิต ที่เธอต้องต่อสู้มาอย่างยาวนานกว่า 2 ปี โดยเฉพาะในช่วงที่หลายคนสงสัยว่าเธอผอมลงและเปลี่ยนไปอย่างมาก
เรื่องราวนี้ได้ย้อนกลับไปถึงประเด็นดราม่าที่เคยเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ เมื่อมีแฟนคลับรายหนึ่ง ได้บังเอิญพบกับ พลอย และได้ขอถ่ายภาพคู่ ก่อนจะนำไปโพสต์ลงในโซเชียลมีเดีย
ทันทีที่ถูกเผยแพร่ออกไป ก็เกิดกระแสวิจารณ์อย่างหนักจากชาวเน็ตในวงกว้าง โดยหลายคนแสดงความตกใจกับรูปลักษณ์ที่ดูเปลี่ยนไปของ พลอย เฌอมาลย์ และมีการตั้งข้อสงสัยถึงสาเหตุที่เธอผอมลงอย่างมาก ซึ่งในเวลานั้น พลอย เฌอมาลย์ ยังไม่ได้เปิดเผยถึงการต่อสู้กับโรคมะเร็งและผลข้างเคียงจากการรักษา ทำให้หลายคนเข้าใจผิดและวิพากษ์วิจารณ์ไปต่าง ๆ นานา
‘พลอย เฌอมาลย์’ ผอมซูบจนน่าห่วง เอฟซีสงสัยเกิดอะไรขึ้นกับคุณมัม…

ในการสัมภาษณ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟในรายการ Sisterhood พลอย ได้เผยถึงช่วงที่เธอต้องรับมือกับปัญหาที่ถาโถมเข้ามารุมเร้าชีวิต จนต้องเผชิญหน้ากับโรคอันตรายถึง 2 อย่างพร้อมกัน นั่นคือ โรคมะเร็ง และ โรคซึมเศร้า
พลอย เฌอมาลย์ ยอมรับว่าสาเหตุที่น้ำหนักตัวลดลงไปถึง 13 กิโลกรัม จนร่างกายผอมซูบนั้น มาจากทั้งผลกระทบของยาและการแบกรับความเครียดหนัก
พลอย เผยว่า มะเร็งของเธอต้องรักษาด้วยการ ฉายแสง และต้อง กินยาลดฮอร์โมนเอสโตรเจนและฉีดยา ซึ่งยาตัวนี้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อร่างกาย ทั้งเรื่องความสวยงาม ความยืดหยุ่นของผิว และมีอาการ อารมณ์สวิง
นอกจากการต่อสู้กับมะเร็งแล้ว เธอยังตกอยู่ในสภาวะความเครียดและความกังวลจากปัญหาที่ถาโถม จนหนักถึงขั้น จำไม่ได้ว่าตัวเองคือใคร เพราะจมอยู่กับความทุกข์ ความเศร้า และความเสียใจ ถูกกระทำจนรู้สึกสูญเสียความเป็นตัวเองไป และกินข้าวได้เพียงวันละมื้อ

พลอย เผยช่วงวิกฤติที่หนักที่สุดว่า เธอต้องเผชิญกับอาการ Panic Attack (ภาวะความกลัววิตกกังวลอย่างรุนแรง) หลับได้เพียง 2 ชั่วโมง และมีอาการเดินวนอยู่ในบ้าน มือไม้สั่น จนต้องไปอยู่โรงพยาบาลจิตเวชพักหนึ่ง
สิ่งที่ทำร้ายตัวเองที่สุดคือการตัดผมตัวเอง ไม่ได้เกิดจากยามะเร็ง แต่มาจากความเครียดอย่างหนักจนเป็นบ้า จนวันที่คิดได้ พลอยถามตัวเองว่า “ทำไมเราถึงทำร้ายตัวเองขนาดนี้ ไม่ให้เกียรติตัวเองเพื่อให้อีกคนเห็นใจเรามันไม่ดีเลย สุดท้ายก็ต้องรักตัวเอง”
พลอย เผยว่า เธอตัดสินใจเลิกกินยาควบคุมอาการ Depression เพราะต้องการที่จะดีขึ้นด้วยตัวเอง โดยพยายามควบคุมอาการและปรับมายด์เซตใหม่
เริ่มกลับมาออกกำลังกายและทานอาหารให้ตรงเวลา เพื่อดึงตัวเองออกมาจากความเครียดที่เคยทำให้เธอรับมือไม่ทัน ยอมรับว่า ณ วันนี้เธอยังไม่โอเค 100% แต่กำลังให้เวลาตัวเอง เป็นวันต่อวัน ไม่กดดันตัวเองว่าจะต้องแข็งแรงเป็นคนเก่ง แต่ขอแค่ยอมรับในความอ่อนแอ และเชื่อว่าวันพรุ่งนี้จะดีขึ้นเรื่อย ๆ


ขอบคุณภาพจาก : chermarn



