สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากเมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ว่า ดร.ซาลิฮา กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมุ่งเน้นไปยังพื้นที่เสี่ยงภัยสูง ตั้งแต่เมืองชูปิงไปจนถึงปาดังเบซาร์ ในรัฐปะลิส เพื่อทดแทนรั้วลวดหนามที่มีอยู่เดิม

อย่างไรก็ตาม การอนุมัติโครงการก่อสร้างรั้วรักษาความปลอดภัยชายแดน จะต้องยื่นโดยกระทรวงเศรษฐกิจ และผ่านสภาความมั่นคงแห่งชาติ

หากได้รับการอนุมัติ โครงการในระยะแรกจะเป็นการจัดสรรงบประมาณ 20 ล้านริงกิต (ราว 155 ล้านบาท) ภายใต้แผนทบทวนฉบับที่ 5 ของแผนมาเลเซียฉบับที่ 12 เพื่อดำเนินโครงการวางท่อส่งน้ำสะอาดและบำบัดน้ำเสีย

อนึ่ง รัฐบาลมาเลเซียอนุมัติงบประมาณทั้งหมด 327 ล้านริงกิต (ราว 2,540 ล้านบาท) เพื่อดำเนินโครงการใหม่ และปรับปรุงกำแพงหรือรั้วรักษาความปลอดภัย ที่มีอยู่ตามแนวชายแดนติดกับไทย ให้ครอบคลุมรัฐปะลิส เกดะห์ และเประ ครอบคลุมระยะทางทั้งหมด 110.7 กิโลเมตร มุ่งเน้นพื้นที่ได้รับการพิจารณาว่าเหมาะสม ทั้งในด้านเชิงเทคนิคและความปลอดภัย

นอกจากการก่อสร้างกำแพงชายแดนทางกายภาพแล้ว รัฐบาลมาเลเซียยังให้ความสำคัญกับสวัสดิการ และความพร้อมของเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในด่านชายแดน รวมถึงการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน เช่น การจัดหาน้ำสะอาด ซึ่งในปัจจุบัน ดร.ซาลิฮายอมรับว่า ยังมีปริมาณไม่เพียงพอ ส่งผลให้ด่านหลายแห่งต้องพึ่งพาการเก็บน้ำฝน หรือแหล่งน้ำจากแม่น้ำ.

เครดิตภาพ : AFP