ภายหลังจากที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม คณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 134/2568 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้นชาวไทยของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International) เพื่อบันทึกการสอบปากคำ และรับมอบพยานเอกสารตามที่ผู้ถือหุ้นชาวไทยประสงค์ชี้แจงการประกอบธุรกิจดังกล่าว ผลประกอบการธุรกิจ รวมถึงกรณีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) ตามที่มีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 24 ต.ค. โดยหลังให้ปากคำเป็นเวลานานกว่า 4 ชั่วโมง หนึ่งในผู้ถือหุ้นชาวไทยของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ออกมาชี้แจงกับสื่อมวลชนว่า วันนี้ทางบริษัทฯ ได้เชิญเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าตรวจสอบเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ และชี้แจงข้อเท็จจริงว่า บริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไม่ได้เกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พร้อมได้มอบเอกสารหลักฐานเป็นรายชื่อผู้ถือหุ้น บัญชีรายรับรายจ่าย บัญชีงบประมาณ และเอกสารเส้นทางการเงินย้อนหลังของบริษัท ให้กับดีเอสไอ ซึ่งจะช่วยยืนยันว่ารายได้ของบริษัทไม่ได้เป็นรายได้จากต่างประเทศ รวมถึงฐานข้อมูลลูกค้าก็มาจากการให้คนไทยเช่าอสังหาริมทรัพย์กว่า 90%

โดยหนึ่งในผู้ถือหุ้นชาวไทยของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International) เปิดเผยว่า จริง ๆ แล้วเราอยากจะชี้แจงที่มาที่ไปการทำธุรกิจของเรา ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นว่าเราเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) หรือไม่ อย่างไร ซึ่งเราจะได้นำพยานหลักฐานให้เจ้าหน้าที่ โดยเจ้าหน้าที่ได้เข้ามาสอบถามข้อมูลและให้โอกาสเราได้แสดงพยานหลักฐานทั้งหมด ซึ่งประเด็นหลัก ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพวกเรา คือ เราเป็นตัวกลางให้แก๊งสแกมเมอร์ฟอกเงินแล้วนำไปลงทุนในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของคนอื่นหรือไม่ ส่วนอีกประเด็น คือ บริษัทของเราเป็นนอมินีให้บริษัทต่างชาติมาทำธุรกิจหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณีที่มีการตั้งชื่อบริษัทให้คล้ายคลึงกับอีกเครือข่ายหนึ่งของต่างชาติ จนเป็นที่มาอาจมีความเกี่ยวข้องนั้น 1 ในผู้ถือหุ้นชาวไทย ระบุว่า เดิมทีตอนเริ่มต้นทำธุรกิจ เราเป็นการขายของ ขายสินค้า โดยนำสินค้าจากประเทศไทยไปขายในประเทศกัมพูชา นี่คือจุดเริ่มต้นของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International) ส่วนที่มาที่ไปของการตั้งชื่อบริษัทฯ เนื่องมาจากก่อนที่ตนจะเริ่มทำธุรกิจนี้ ตนเคยได้เดินทางไปดูบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) พบว่าค่อนข้างมีความมั่นคง และเป็นบริษัทที่ครอบคลุมปัจจัย 4 ของคนกัมพูชา และการที่เราเข้าไปทำธุรกิจ หากเรามีชื่อที่เกี่ยวข้องกับบริษัทเขา ตอนนั้นเราคิดว่าจะเป็นจุดดีของเรา ในการที่จะมีความเชื่อมโยงกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) นี่คือจุดเริ่มต้นของการตั้งชื่อบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International)

อย่างไรก็ดี ส่วนโลโก้ของเรา เราใช้ไม่เหมือนกัน เพราะในช่วงแรกของการทำธุรกิจ เราพยายามหาสินค้าของเราเข้าไปขายในปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล พลาซ่า เพราะเขามีห้างของเขา แต่ที่ผ่านมาเราไม่เคยสามารถส่งสินค้าของเราเข้าไปขายได้เลย เนื่องจากมีเรื่องของการเสียค่าคอมมิชชั่นให้กับผู้บริหารของห้างสรรพสินค้า ทำให้ตัวสินค้ามีมูลค่าราคาสูงขึ้น ประกอบกับค่าขนส่ง ถ้าจัดส่งโดยรถยนต์จะราคาถูกกว่า แต่ถ้าส่งโดยเครื่องบิน ราคาจะสูงขึ้น ทำให้เรายุติการตลาดในเรื่องของการส่งของไป และเปลี่ยนมาเป็นโมเดลนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แทน

ในการเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ เรามีหน้าที่หาผู้ลงทุน หาผู้ประกอบการไทยไปซื้อพื้นที่และไปซื้อคอนโดมิเนียมของโครงการของบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) แต่ว่าที่ผ่านมา ด้วยราคาของคอนโดฯ และราคาพื้นที่เช่า รวมถึงพื้นที่เช่าไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ให้กับลูกค้าของเราได้ตามกำหนดเวลาของเขา และส่วนของคอนโดฯ เขาก็ไม่ตอบโจทย์คนไทยได้ เพราะมีราคาสูง และมาตรฐานสากล ที่นู้นก็ยังไม่ได้มีมาตรฐานเทียบเท่ากับโครงการอสังหาริมทรัพย์ไทย ทำให้เราเปลี่ยนโมเดลธุรกิจใหม่ ไปในลักษณะของการลงทุนในต่างประเทศ

ส่วนสาเหตุที่ทำให้ชื่อของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (Prince International) ไปปรากฏชื่อในเว็บไซต์ของบริษัท ปรินซ์ไต้หวัน (หรือบริษัท ปรินซ์ เรียล เอทสเตท อินเวสเมนท์) ก็เพราะว่าทางปรินซ์ไต้หวัน ได้เป็นคนมาชักชวนบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ทำธุรกิจด้วยกัน พอเขามาชวน เราก็คิดว่าการทำธุรกิจของไทยสามารถที่จะประสบความสำเร็จได้ แต่พอเราไม่สามารถขายสินค้าของกัมพูชาได้ ก็เลยเปลี่ยนกลยุทธ์ในการทำธุรกิจ โดยการหาผู้ประกอบการของไทย ที่มีโครงการต่าง ๆ เราก็เริ่มติดต่อบริษัทดัง ๆ ที่เขาได้รับความเสียหายตรงนี้ จึงขอพื้นที่สื่อช่วยชี้แจงด้วยว่า เขาไม่ได้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมายอะไรเลย เราแค่เอาโครงการของเขาไปโปรโมตที่ไต้หวัน ทำให้ชื่อโครงการของ SC ASSET และแสนสิริ ไปปรากฏในหน้าเว็บไซต์ของบริษัทปรินซ์ที่ไต้หวัน (หรือบริษัท ปรินซ์ เรียล เอทสเตท อินเวสเมนท์) อันนั้นก็เป็นที่มาของการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย เพราะบริษัทปรินซ์ไต้หวัน เขาจะออกงานสัมมนา โดยการโปรโมตสินค้า และโครงการใหม่ ๆ ให้กับบริษัทดัง ๆ ในไทย ซึ่งพอมีลูกค้าสนใจ เขาก็จะเอาลูกค้ามาซื้อในโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่เขานำไปโปรโมต อย่างไรก็ดี ออฟฟิศของไทยจะมีหน้าที่ดูแลลูกค้าหลังการขาย และเก็บค่าเช่าต่าง ๆ จึงทำให้ชื่อของเราไปปรากฏในบริษัทปรินซ์ไต้หวัน ทำให้เป็นความสับสนที่สื่อและคนทั่วไปอาจเข้าใจไปว่าเราไปเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group)

เมื่อถามว่าการที่บริษัท ปรินซ์ไต้หวันมาเป็นผู้ชักชวนทำธุรกิจ แต่เขาเอาชื่อบริษัทเราไปแปะไว้ที่เว็บไซต์ เราทราบหรือไม่ และเหตุใดไม่แจ้งให้ทางนั้นนำชื่อออกเพื่อจะได้ไม่เกี่ยวข้องนั้น 1 ในผู้ถือหุ้นชาวไทย ระบุว่า ก่อนเกิดเหตุไม่มีใครทราบว่าสิ่งที่บริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป (Prince Holding Group) ดำเนินการนั้น เป็นสิ่งผิดกฎหมาย ต้องย้อนกลับไปว่าในอดีตไม่มีใครทราบ เพราะเขามีทั้งสนามบิน ธนาคาร เขาคุมปัจจัย 4 ของคนกัมพูชา ทำให้เราคิดว่าการที่เราเข้าไปทำธุรกิจกับเขาในตอนนั้นเป็นโอกาสที่เราจะสร้างตัวเองขึ้นมาและสามารถต่อยอดทำธุรกิจได้ ส่วนว่าทำไมภายหลังเกิดเหตุ เราไม่เอาชื่อออกนั้น ก็เพราะว่าเราเคยเป็นพันธมิตรกับบริษัท ปรินซ์ไต้หวัน เราไม่ได้มีจุดเชื่อมโยงกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป เลย

1 ในผู้ถือหุ้นชาวไทย ยังระบุว่า สำหรับพยานหลักฐานที่ได้มอบให้กับดีเอสไอนั้น คือ รายชื่อผู้ถือหุ้นทั้งหมด เอกสารทางการเงิน เส้นทางการเงินย้อนหลังของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด การเสียงบประจำปีตั้งแต่เปิดบริษัทมา เพื่อยืนยันว่าเราไม่เคยมีเงินจากต่างประเทศเข้าบริษัทเลย ข้อมูลฐานลูกค้า รวมถึงการทำงานของพนักงานต่าง ๆ ซึ่งตรวจสอบได้เลยว่าเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่เป็นบริษัทนอมินี หรือบริษัทลูกของปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป

สำหรับโลโก้และชื่อ เราใช้ตั้งแต่เปิดบริษัทจนถึงปัจจุบัน แต่เหตุผลที่ต้องเอาเว็บไซต์และโลโก้ลง เพราะมันมีความเชื่อมโยงกับการทำงานของพนักงานเพื่อปกป้องสวัสดิภาพของพนักงาน ไม่ให้เขาต้องถูกคุกคามจากการที่เข้ามาทำงานภายใต้ชื่อปริ้นซ์ตรงนี้ นี่คือความคิดที่คิดได้ในวันที่เกิดเหตุ และเราก็ได้เอาเว็บไซต์เราลงออกไป

รายรับของบริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในปัจจุบัน เกิดจากการที่เราเป็นนายหน้าการเช่า และอสังหาริมทรัพย์ หรือที่เราพาลูกค้าในไทยไปปิดดีลได้ก็ไทยหมดเลย เจ้าของเป็นคนไทย 99% ส่วน 1% เป็นสัญชาติอังกฤษหรืออเมริกา ตรงนี้ก็ตรวจสอบได้ นอกจากนี้ หากถามว่าตนเคยได้เจอกับ นายเฉิน จื้อ หรือไม่ ยืนยันว่าไม่เคยเจอ เพราะตำแหน่งเขาคือประธานบริษัทของเขา ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่บริษัทคู่ค้า หรือบริษัทที่เข้าไปทำธุรกิจกับเขาจะได้พบเจอคนตำแหน่งสูง ๆ ส่วนตอนที่ถูกชักชวนไปลงทุนนั้น ก็เพราะว่ามีกรรมการของเรา ที่ก็เคยมีชื่อเป็นกรรมการในบริษัท ปรินซ์ไต้หวัน (บริษัท ปรินซ์ เรียล เอทสเตท อินเวสเมนท์) เป็นคนคนเดียวกัน แต่แค่บริษัทไต้หวันใช้ชื่อกับโลโก้ที่คล้ายคลึงกันกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่งบริษัท ปรินซ์ เรียล เอทสเตท อินเวสเมนท์ ใช้โลโก้เป็นมงกุฎ ใกล้เคียงกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป จึงทำให้มาเชื่อมโยงกับบริษัทของเราได้

1 ในผู้ถือหุ้นชาวไทย ปิดท้ายว่า ความเชื่อมโยงที่เกิดขึ้น คือ แค่ชื่อบริษัทคล้ายกัน และเป็นบุคคลที่เคยทำงานในสององค์กร ก็คือดำรงตำแหน่งกรรมการ เพราะเคยเป็นกรรมการที่บริษัท ปรินซ์ เรียล เอทสเตท อินเวสเมนท์ หรือบริษัท ปรินซ์ไต้หวัน ซึ่งเขาได้ออกจากการเป็นกรรมการที่บริษัท ปรินซ์ไต้หวัน ตั้งแต่ปี 2567 ปัจจุบันเป็นเพียงแค่กรรมการที่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เท่านั้น ทั้งนี้ บริษัท ปริ้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จึงมีกรรมการ 1 คน คือ นายหวัง ยู่ ถัง เป็นคนไต้หวัน ส่วนคนไทยอีก 2 คนที่เหลือคือผู้ถือหุ้น.