หมายกำหนดการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสกำหนดขึ้นในวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493 เริ่มต้นเมื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ มาประทับ ณ โถงพระตำหนัก สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า วังสระปทุม โอกาสนั้น ม.จ.นักขัตรมงคล กิติยากร ทรงพา ม.ร.ว.สิริกิติ์ กิติยากร ซึ่งนุ่งผ้ายกทอง สวมเสื้อแขนยาวคอปิดส่งช้าง ปักลายกระหนก ด้วยตั้นทอง (ตัดเย็บโดยคุณเจริญ ผลาวะสุ) ประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้า (ฝ่ายใน) พร้อมเครื่องประดับเพชร ซึ่งล้วนเป็นของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทั้งสิ้น

เวลา 09.30 น. พล.อ.มังกร พรหมโยธี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายพื้น บุณยปรัตยะ นายอำเภอปทุมวัน ได้ดำเนินการจดทะเบียนสมรส โดยทูลเกล้าฯ ถวายสมุดทะเบียนสมรสแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ลงนาม จากนั้น ม.จ.นักขัตรมงคล ทรงลงพระนาม และ ม.ล.บัว ลงนามยินยอมให้ธิดาซึ่งยังเป็นผู้เยาว์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ทำการสมรสได้ถูกต้องตามกฎหมาย เสร็จแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้คณะสักขีพยานทรงลงพระนามและลงนามด้วย หลังจากเสร็จการพระราชพิธีในส่วนนิตินัยแล้ว เมื่อถึงเวลาพระฤกษ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ทรงนำเสด็จขึ้นเฝ้าสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ณ พระตำหนักชั้นบน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ทูลเกล้าฯ ถวายดอกไม้ธูปเทียนแด่สมเด็จพระพันวัสสาฯ จากนั้นสมเด็จพระพันวัสสาฯ ถวายน้ำพระพุทธมนต์ น้ำเทพมนต์ และทรงเจิมถวายแต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชนัดดา และทรงเจิมพระราชทาน ม.ร.ว.สิริกิติ์ ณ ครานั้นมีเหตุอันถือว่ามหัศจรรย์ยิ่งเกิดขึ้น ด้วยในเวลานั้นสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าทรงพระชราภาพมาก ความทรงจำของพระองค์ก็เลือนรางและมิได้มีพระราชกระแสสนองตอบการใด ๆ เป็นเรื่องราวมานานแล้ว แต่ในขณะที่ทรงประกอบพระราชพิธี ความทรงจำของพระองค์ก็กลับคืนมาเป็นปกติอย่างน่าประหลาดใจ โดยมีพระราชกระแสรับสั่งกับ ม.ร.ว.สิริกิติ์ ว่า “เอ้า หันออกไปยิ้มกับผู้คนที่เขามางานสิ เขาอุตส่าห์มากันเต็ม ๆ ออกไปให้เขาเห็นหน่อย”
เมื่อเสร็จการตามโบราณราชประเพณีแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จฯ พร้อมด้วย ม.ร.ว.สิริกิติ์ กลับลงมาห้องโถงรับแขกอีกครั้ง พร้อมกับทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงบรรเจิดอักษรการ อาลักษณ์ อ่านประกาศสถาปนา ม.ร.ว.สิริกิติ์ เป็น “สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์” และเสด็จออกมหาสมาคมร่วมกันเป็นครั้งแรก

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์ และข้าราชการ ลงนามถวายพระพรเฉพาะพระพักตร์ ทรงรับของทูลพระขวัญ แล้วมีพระมหากรุณาฯ พระราชทานของที่ระลึกตอบแทนเป็นหีบเงินขนาดเล็ก มีตราจักรีคล้องกันอยู่เบื้องกลางระหว่างอักษรพระปรมาภิโธยย่อ ภ.อ. และอักษรพระนามาภิโธยย่อ ส.ก.
ในวันเดียวกันเวลา 16.00 น.ทั้งสองพระองค์เสด็จออกมหาสมาคม ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระบรมมหาราชวัง ประทับคู่กันเหนือพระราชอาสน์ พระราชทานพระราชวโรกาสให้พระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯ โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร กราบบังคมทูลถวายพระพรชัยมงคลแทนพระบรมวงศานุวงศ์ มีความตอนหนึ่งแสดงความปีติโสมนัสในวันบรมราชาภิเษกสมรส ในการที่ทรงเลือกสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์มาทรงเป็นสมเด็จพระภรรยาเจ้า ความว่า “…ได้ทรงพิจารณาเลือกสรรประสบผู้ที่สมควรแก่การสนองพระยุคลบาทร่วมทุกข์ร่วมสุขแบ่งเบาพระภาระในภายหน้า…”

หลังเสร็จการพระราชพิธี พระบรมวงศานุวงศ์เฝ้าฯ ถวายพระพรแล้ว ทั้งสองพระองค์เสด็จออก ณ พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัยมไหยสูรยพิมาน พระราชทานพระราชวโรกาสให้ข้าราชการและทูตานุทูตเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำรัสเรื่องที่ทรงประกอบการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมรสแก่ผู้ที่มาเฝ้าฯ ทราบ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี กราบบังคมทูลแสดงความชื่นชมยินดีและถวายพระพรชัยมงคล
การนั้น พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงฉลองพระองค์จอมพลเรือ สมเด็จพระราชินีทรงฉลองพระองค์และพระภูษาสีฟ้าอ่อนยกดิ้นเงินยาวกรอมพระบาท และทรงฉลองพระบาทสีเงิน ทรงประดับเครื่องเพชรและเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ พระกระเป๋าทรงสีเงินประดับเพชร

เมื่อเสร็จการพระราชพิธีแล้ว สมเด็จพระราชินีได้ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชไปประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ค่ำวันนั้น มีการพระราชทานเลี้ยงเป็นการภายในแก่พระประยูรญาติ และข้าทูลละอองธุลีพระบาทเพียงไม่กี่คน บนพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน นับเป็นงานฉลองที่แสนจะเรียบง่ายและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด หลังจากเสวยเสร็จ มีการฉายภาพยนตร์เรื่อง “Return of Frankensten” นับเป็นการฉลองราชาภิเษกสมรสที่แปลกและแหวกแนวที่สุด รวมทั้งไม่มีพิธีส่งตัวเจ้าสาวตามประเพณีไทยทั่วไปอีกด้วย
วันรุ่งขึ้นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงพักผ่อนพระอิริยาบถ ณ วังไกลกังวล หัวหิน เป็นเวลา 5 วัน โดยขบวนรถไฟพระที่นั่งพิเศษ ถ้าจะเรียกอย่างสามัญคือเสด็จฯ ไป “ฮันนีมูน” หรือ “ดื่มน้ำผึ้งพระจันทร์” นั่นเอง ตลอดระยะทางที่รถไฟพระที่นั่งผ่านตามสถานีต่าง ๆ จนถึงหัวหิน มีพสกนิกรมารอเฝ้าฯ อย่างแน่นขนัด ทุกใบหน้าล้วนเบิกบานแจ่มใส ทั้งสองพระองค์ทรงโบกพระหัตถ์ทักทาย บางคนที่อยู่ใกล้พระองค์ก็ยื่นพระหัตถ์ไป เขาก็เอามาทูนหัวด้วยความรักและบูชาอย่างที่สุด นั่นเป็นครั้งแรกที่ทั้งสองพระองค์เสด็จออกให้ประชาชนต่างจังหวัดได้เข้าเฝ้าฯ อย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ทรงเป็น “คู่พระบารมี” ที่ทรงเคียงข้างกัน ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขพสกนิกรไทยเป็นที่ตั้ง เป็นที่ประจักษ์มาโดยตลอด ปวงพสกนิกรไทยต่างน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นพ้นยิ่ง ซึ่งจะตราตรึงในทุกดวงใจไทยไปตราบนิรันดร์…