การประชุมสุดยอดด้านสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ หรือ ‘COP30’ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10-21 พฤศจิกายน 2025 ณ เมืองเบเลง ประเทศบราซิล กำลังถูกจับตามองว่า ‘ไบโอฟิล’ หรือ ‘เชื้อเพลิงชีวภาพ’ จะกลายเป็นหนึ่งในประเด็นหลักของการหารือ หลังหน่วยงานพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ (IRENA) และรัฐบาลบราซิลในฐานะเจ้าภาพ ต่างส่งสัญญาณชัดว่าพลังงานทางเลือกชนิดนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานสะอาดของโลก
สำนักข่าว Reuters รายงานว่า ‘ฟรานเชสโก ลา คาเมรา’ ผู้อำนวยการใหญ่ IRENA เปิดเผยระหว่างการประชุม Singapore International Energy Week ว่า การประชุม COP30 จะให้ความสำคัญกับเป้าหมายการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างยั่งยืน และประเด็นทางสังคมที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โดยคาดว่าอาจมี ‘ข้อตกลงว่าด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ’ ถูกเสนอเข้าสู่ร่างแถลงการณ์สุดท้าย ซึ่งอาจกำหนดให้เพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพทั่วโลกเป็น 4 เท่าภายในปี 2035 หรือกำหนดสัดส่วนของเชื้อเพลิงการบินยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) ในระบบพลังงานโลก
นอกจากการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแล้ว ที่ประชุมยังจะหารือถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในโครงการพลังงานหมุนเวียน และการใช้ทรัพยากรชีวมวลอย่างยั่งยืน ซึ่ง IRENA ได้จัดทำรายงานเฉพาะเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อเสนอต่อที่ประชุม และยังร่วมมือกับองค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) เพื่อผลักดันการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับภาคการบินโดยเฉพาะอีกด้วย
ในภาพรวมของพลังงานหมุนเวียนทั่วโลก ลา คาเมรา กล่าวว่า IRENA ประเมินว่าช่องว่างของการติดตั้งพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2030 จะลดลงเหลือ 0.9 เทราวัตต์ จากเป้าหมายรวม 11.2 เทราวัตต์ ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดีขึ้นจากปีก่อนที่คาดว่าช่องว่างจะสูงถึง 1.49 เทราวัตต์ ทั้งนี้ กว่า 100 ประเทศที่ร่วมประชุม COP28 ที่ดูไบในปี 2023 ได้ตกลงที่จะเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนให้สูงเป็นสามเท่าภายในปี 2030 โดย โดย IRENA ชี้ว่าการบรรลุเป้าหมายดังกล่าวต้องอาศัยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 16.6% ต่อปีระหว่างปี 2025-2030
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอเกี่ยวกับเชื้อเพลิงชีวภาพที่บราซิลตั้งใจจะผลักดันร่วมกับพันธมิตรอย่างญี่ปุ่น อิตาลี และอินเดีย กำลังเผชิญกับเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่าย โดย The Guardian สหราชอาณาจักร รายงานว่า เอกสารร่างข้อเสนอที่รั่วไหลออกมา ชี้ให้เห็นว่าบราซิลเตรียมเสนอให้ประเทศต่างๆ เพิ่มการใช้ ‘เชื้อเพลิงยั่งยืน’ ซึ่งรวมถึงเชื้อเพลิงชีวภาพและก๊าซชีวภาพถึง 4 เท่าภายในทศวรรษหน้า
แม้บราซิลในฐานะผู้ผลิตเอทานอลรายใหญ่อันดับสองของโลกจะมองว่าเชื้อเพลิงชีวภาพสามารถช่วยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ แต่นักสิ่งแวดล้อมกลับเตือนว่า การเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหาร
รายงานจากองค์กร Transport and Environment (T&E) ชี้ว่า การผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในปัจจุบันมีส่วนก่อให้เกิดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลราว 16% เนื่องจากผลกระทบทางอ้อมจากการเกษตรและการตัดไม้ทำลายป่า อีกทั้งยังต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่เทียบเท่ากับประเทศฝรั่งเศสภายในปี 2030 และใช้น้ำปริมาณมากถึง 3,000 ลิตรต่อการขับรถระยะทางเพียง 100 กิโลเมตร ในทางกลับกัน รายงานยังเปรียบเทียบให้เห็นว่าแผงโซลาร์เซลล์สามารถผลิตพลังงานเทียบเท่ากันได้ โดยใช้พื้นที่เพียง 3% ของที่ดินที่ต้องใช้ในการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ
‘อันเดรียส ซีเบอร์’ ผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายจากองค์กร 350.org กล่าวเตือนว่า เชื้อเพลิงยั่งยืนไม่ควรถูกนำมาใช้บังหน้าการเปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและการเร่งขยายพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากเชื้อเพลิงเหล่านี้มักถูกกล่าวเกินจริงในเรื่องประโยชน์ต่อสภาพภูมิอากาศ และอาจส่งผลให้เกิดการตัดไม้ทำลายป่าและการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง และอ้อย ซึ่งกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สอดคล้องกับความเห็นของ เซียน เดเลนีย์ นักรณรงค์จาก T&E ที่มองว่า การเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพถึงสองเท่าหรือสี่เท่า จะยิ่งเร่งให้เกิดการถางป่าเพิ่มขึ้น หากไม่มีการกำหนดมาตรการคุ้มครองพื้นที่สีเขียวอย่างเข้มงวด
ด้านรัฐบาลบราซิลออกมาชี้แจงว่า ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้มุ่งให้แต่ละประเทศต้องเพิ่มการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพเองถึง 4 เท่า แต่เป็นเป้าหมายรวมในระดับโลก โดยครอบคลุมเชื้อเพลิงยั่งยืนหลากหลายประเภท ทั้งไบโอฟิล ไบโอแก๊ส ไฮโดรเจน และอีฟิล ซึ่งอ้างอิงจากรายงานของสำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่าการเพิ่มการผลิตในระดับนี้เป็นไปได้และจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเชื้อเพลิงที่จะจัดว่า ‘ยั่งยืน’ ได้นั้นจะต้องมีการปล่อยคาร์บอนต่ำตลอดวงจรชีวิต และต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเข้มงวด เช่น การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ การจัดการน้ำอย่างยั่งยืน และการเคารพสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่การผลิต
ขณะที่การประชุม COP30 กำลังจะเปิดฉากในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า บราซิลในฐานะเจ้าภาพยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการเป็นผู้นำด้านสิ่งแวดล้อมกับการสนับสนุนอุตสาหกรรมเกษตรขนาดใหญ่ซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจของประเทศ โดยทั่วโลกกำลังจับตาว่า การประชุมครั้งนี้จะสามารถสร้างความชัดเจนในการเปลี่ยนผ่านพลังงานได้มากเพียงใด และท้ายที่สุดแล้ว เชื้อเพลิงชีวภาพจะถูกมองในฐานะ ‘ทางออกที่ยั่งยืน’ หรือ ‘ทางแยกที่ต้องระวัง’ ในเส้นทางสู่อนาคตคาร์บอนต่ำของโลก



