ในยุคที่เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และความมั่นคงเชื่อมโยงกัน “แร่หายาก” (Rare Earths) ได้กลายเป็นอาวุธสำคัญในเกมของมหาอำนาจ โดยมี อาเซียน เป็นสมรภูมิใหม่ สถานการณ์ล่าสุดคือการที่ สหรัฐอเมริกา โดยประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รุกกลับจีนด้วยการลงนามข้อตกลงการค้าและแร่หายากกับ 4 ชาติอาเซียน ได้แก่ ไทย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และ อินโดนีเซีย ณ กรุง กัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2025 เพื่อกระจายความเสี่ยง ลดการพึ่งพาจีน และสร้าง ห่วงโซ่อุปทาน ใหม่ในภูมิภาค

นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบัน เอฟเคไอไอ. ไทยแลนด์ และอดีตที่ปรึกษา รมว.ทส. ชี้ว่า การแข่งขันแร่หายากในอาเซียนเพิ่งเริ่มต้น และจะเข้มข้นขึ้น โดยเฉพาะ ประเทศไทย ในฐานะ ผู้ผลิตแร่หายากอันดับ 6 ของโลก ซึ่งมีการเติบโตของการผลิตที่ เร็วที่สุดในโลก มีโอกาสอย่างยิ่งในการพัฒนาศักยภาพทางการ แปรรูป และเป็น ศูนย์กลางโลจิสติกส์ เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้เล่นหลักในตลาดโลกยุคใหม่นี้

ปัจจุบันประเทศไทยมีโครงการแร่หายากที่น่าจับตาหลายแห่ง เช่น โครงการโรงงาน Neo Magnequench ที่ นครราชสีมา ซึ่งผลิตแม่เหล็กถาวรสำหรับอุตสาหกรรม EV และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Lynas Rare Earths จากออสเตรเลีย กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งโรงงานแปรรูปแร่หายากในพื้นที่ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่มีการค้นพบแหล่งแร่ โมนาไซต์ โดยคาดการณ์ปริมาณสำรองเบื้องต้นถึง 50,000 ตัน

นายอลงกรณ์ ยังเน้นย้ำว่า แม้ แร่หายาก จะเป็นโอกาสในการยกระดับอุตสาหกรรม แต่ไทยก็ต้องเตรียมความพร้อมหลายด้าน ทั้งการพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน การจัดการ สิ่งแวดล้อม ให้ได้มาตรฐานสากล รวมถึงการ รักษาสมดุลทางการทูต ระหว่าง สหรัฐฯ และ จีน ซึ่งการวาง ยุทธศาสตร์ ที่ชัดเจนและการขับเคลื่อนความร่วมมือกับสองมหาอำนาจอย่างสมดุลจะเป็นปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของไทยในเกมใหญ่ระดับโลกนี้.