เมื่อวันที่ 29 ต.ค. ที่ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผบก.ปอศ., พ.ต.อ.เมฆพิศาล ศรีภิรมย์ ผกก.5 บก.ปอศ. และนายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผอ.สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง แถลงผลการปฏิบัติการปิดเกม “รับ-แลก-ลวง” สกัดขบวนการโกงสิทธิรัฐ พบกลุ่มมิจฉาชีพโฆษณาชักชวนประชาชนนำสิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส มาแลกเป็นเงินสด
พล.ต.ต.ทัศน์ภูมิ เปิดเผยว่า โครงการคนละครึ่งพลัส มีเป้าหมายช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นเศรษฐกิจ และสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อย แต่กลับมีกลุ่มบุคคลฉวยโอกาสใช้โซเชียลมีเดีย โพสต์เชิญชวนให้ประชาชนนำสิทธิมาแลกเงินสด พร้อมหักส่วนต่างประมาณ 10-20% ซึ่งถือเป็นการกระทำทุจริต
เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับและจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ได้แก่ 1.น.ส.วันทนีย์ อายุ 24 ปี จับกุมที่บ้านพัก ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 2.น.ส.ทิพย์เทวี อายุ 31 ปี จับกุมที่บ้านพัก ต.หมากแข้ง อ.เมือง จ.อุดรธานี และ 3.น.ส.นาตาชา อายุ 26 ปี จับกุมที่บ้านพัก ต.เนินกว้าว อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ พร้อมตรวจยึดของกลาง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง และคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง ทั้งหมดถูกดำเนินคดี “ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ในข้อหานำเข้าข้อมูลเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ”

พ.ต.อ.เมฆพิศาล กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 3 ราย ไม่ได้เป็นขบวนการเดียวกัน แต่ละคนลงทะเบียนเป็นร้านค้าในโครงการคนละครึ่งพลัส และโพสต์ Facebook ชักชวนประชาชนให้แลกสิทธิเป็นเงินสดหลังวันที่ 29 ต.ค. โดยร้านค้าจะนำสิทธิไปเบิกเงินจากรัฐบาลโดยไม่เกิดการซื้อขายจริง หักส่วนแบ่ง 10-20% เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาติดต่อประชาชนผ่านแอปพลิเคชัน LINE และนัดหมายแลกสิทธิ จึงเข้าจับกุมก่อนเริ่มโครงการจริง ทำให้ทั้งหมดถูกดำเนินคดีในส่วนการโฆษณาและเชิญชวน ซึ่งบางรายปฏิเสธข้อกล่าวหา ขณะที่ น.ส.วันทนีย์ รับสารภาพว่าเพื่อต้องการหารายได้พิเศษ
นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ระบุว่า โครงการคนละครึ่งพลัส ช่วยให้ประชาชนมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานราก และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย แต่การนำสิทธิไปแลกเงินสดถือเป็นการบิดเบือนเจตนารมณ์ของรัฐ ทำให้ต้องมีการตรวจสอบและดำเนินคดีอย่างเข้มงวด
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ฝากเตือนประชาชนว่า การแลกสิทธิเป็นเงินสดถือเป็นการนำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากเกิดการแลกจริง ทั้งผู้รับแลกและผู้แลก ถือเป็นความผิดฐานฉ้อโกง จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ รวมถึงถูกระงับสิทธิโครงการอื่นและต้องคืนเงินแก่รัฐ
เจ้าหน้าที่ยังคงเฝ้าระวังกลุ่มที่จะรวมตัวแลกสิทธิในลักษณะกลุ่มใหญ่ พร้อมรวบรวมข้อมูลผู้โพสต์เชิญชวนผ่านโซเชียลมีเดีย และเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ หากมีข้อสงสัยสามารถแจ้งได้ที่กระทรวงการคลัง ตำรวจ หรือเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com



