สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 30 ต.ค. ว่า คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (เอฟโอเอ็มซี) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีมติเสียงข้างมาก 10 ต่อ 2 เสียง ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้หลักลงอีก 0.25% เหลือระหว่าง 3.75-4.0%


แถลงการณ์ของเฟดระบุว่า การลดอัตราดอกเบี้ยจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐ ในช่วงเวลาที่ภาคธุรกิจยังคงเผชิญกับผลกระทบจากมาตรการภาษีครั้งใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และจะทำให้ผู้กำหนดนโยบายมีเวลามากขึ้น ในการประเมินสถานการณ์และกำหนดนโยบายของตัวเอง ในช่วงที่รัฐบาลกลางยังอยู่ในภาวะชัตดาวน์ และเตรียมการเมื่อภาวะดังกล่าวสิ้นสุด ซึ่งยืดเยื้อตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา


นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟด กล่าวว่า ภาวะชัตดาวน์ “ถ่วงน้ำหนัก” กิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่ผลกระทบทั้งหมดที่เกิดขึ้นควรสิ้นสุด และสถานการณ์ควรกลับคืนสู่สภาวะปกติ เมื่อการชัตดาวน์ยุติ


ขณะเดียวกัน พาวเวลล์กล่าวถึงอัตราการว่างงานที่ 4.3% และทิศทางการขยายตัวทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่ใกล้เคียง 2% นั้น “โดยรวมแล้วเป็นภาพที่ดี” อย่างไรก็ตาม “ในแง่นโยบายของเฟด” พาวเวลล์กล่าวว่า เศรษฐกิจของสหรัฐยังมีความเสี่ยงด้านอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงด้านการจ้างงานที่ลดลง


นอกจากนี้ เฟดยังประกาศด้วยว่า จะยุติการลดการถือครองหลักทรัพย์รวม ตั้งแต่วันที่ 1 ธ.ค. นี้ หลังดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 โดยเฟดลดขนาดงบดุลลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แม้ยังคงสูงกว่าระดับก่อนเกิดโรคระบาดโควิด ที่ประมาณ 6.6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐก็ตาม (ราว 213.77 ล้านบาท).

เครดิตภาพ : AFP