ความเคลื่อนไหวในสัปดาห์นี้ ที่เป็นประเด็นร้อนแรงมากที่สุด คงหนีไม่พ้นวิบากกรรมของ 44 พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในประเด็นการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 หลัง “นายสุรพงษ์ อินทรถาวร” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าหลัง ป.ป.ช. ยื่นสำนวนคดี 44 สส.พรรค ก.ก. เสนอชื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ไปให้ศาลฎีกา เมื่อวันที่ 9 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า เบื้องต้นได้รับการประสานจากศาลฎีกา นัดประชุมพิจารณา รับคำร้องคดีในวันที่ 24 เม.ย.นี้ โดยทางฝ่ายกฎหมายได้ประเมินไว้ใน 3 ทาง คือ 1.ไม่ประทับรับฟ้อง 2.ศาลประทับรับฟ้อง โดยที่ไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น สส.ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือศาลอาจมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น ให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ และ 3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม ในช่วงเวลาการประชุมใหญ่ พรรค ปชน.ก็จะมีการเกาะติดคดีที่ศาลฎีกาไปพร้อมกันด้วย

ก่อนหน้านี้ “นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์” สส.บัญชีรายชื่อ พรรค ปชน. กล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ระบุยังไม่สามารถเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้านได้ เนื่องจากต้องรอการแจ้งชื่อจากพรรค ปชน. ว่า พรรค ปชน. มีหัวหน้าพรรคที่ชัดเจน คือ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ปชน. หากประธานสภาจะเดินหน้าตามกระบวนการ สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่จำเป็นต้องโยนความรับผิดชอบมาที่พรรค ปชน. ทั้งนี้ ตามขั้นตอนการแต่งตั้งผู้นำฝ่ายค้านในสภา มีบรรทัดฐานการปฏิบัติจากประธานสภาในอดีตอย่างชัดเจน หากยังมีข้อสงสัยควรศึกษาข้อมูล และยึดแนวทางของผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน ไม่ใช่การพูดที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนต่อสาธารณะ ทั้งนี้ไม่ควรนำประเด็นส่วนของคดีตรวจสอบจริยธรรมที่ สส.พรรค ปชน. เผชิญมาเป็นเหตุให้กระบวนการตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) ล่าช้า

“ตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านเป็นกลไกสำคัญตามระบอบประชาธิปไตย ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร การปล่อยให้เกิดความล่าช้าย่อมกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนโดยตรง ไม่ใช่เพียงประเด็นทางการเมืองของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง” นายณัฐชา กล่าว

คำถามคือ “นายโสภณ” จะกล้าหรือ ในเมื่อยังไม่มีความชัดเจนในข้อกฎหมาย ตกลงศาลฎีกาจะประทับรับฟ้อง 44 สส.พรรค ก.ก. ซึ่ง 1 ในนั้นคือ “นายณัฐพงษ์” หากนำชื่อหัวหน้าพรรค ปชน. ขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วเกิดปัญหาตามมาภายหลัง จะมีเสียงเรียกร้องให้รับผิดชอบ ต่อการดำเนินการ เกี่ยวกับตำแหน่งผู้นำพรรคฝ่ายค้านหรือไม่

“นายโสภณ” เคยให้สัมภาษณ์ถึงกระบวนการทูลเกล้าฯ ชื่อนายณัฐพงษ์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภา ว่า ยังไม่ดำเนินการในขั้นตอนใด เพราะต้องรอให้ทางพรรค ปชน.แจ้งชื่อมายังตน ถึงจะดำเนินการต่อไปได้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีการประสานใดๆ มาจากทางพรรค ปชน.

นั่นหมายความว่า หากพรรค ปชน. ไม่ยืนยันการเสนอชื่อ “นายณัฐพงษ์” เป็นผู้นำพรรคฝ่ายค้าน เชื่อว่า ประธานสภาไม่กล้าดำเนินการ เกี่ยวกับตำแหน่งสำคัญๆ แน่ ในช่วงโค้งสุดท้าย เชื่อว่า แกนนำพรรคส้มและมือกฎหมาย คงมีแนวทางในการต่อสู้ทางด้านกฎหมายอย่างเต็มที่

ขณะที่การจัดวางบุคลากร เปลี่ยนแปลงตำแหน่งสำคัญต่างๆ ในการประชุมใหญ่พรรควันที่ 24-26 เม.ย. ที่น่าสนใจ มีอาทิ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค จะขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ แทนที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน ที่จะถอยลงไปนั่งตำแหน่งเลขาธิการพรรค แทน “นายศรายุทธิ์ ใจหลัก” เลขาธิการพรรคคนปัจจุบัน ที่ไขก๊อกลาออก นอกจากนี้ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ จะเป็นโฆษกพรรค แทน “นายพริษฐ์ วัชรสินธุ” สส.บัญชีรายชื่อ ที่จะขยับไปทำหน้าที่ในตำแหน่งประธานวิปฝ่ายค้าน

ด้าน ตำแหน่งแม่ทัพในภาคต่างๆ มีอาทิ ภาคเหนือตอนบน คือ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ และรองโฆษกพรรค ส่วนภาคเหนือตอนล่าง คือ นายศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ อดีต สส.พิษณุโลก เขต 5 สำหรับภาคอีสาน คือ นายวีรนันท์ ฮวดศรี สส.ขอนแก่น ส่วนภาคใต้ คือ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ และในส่วนของ กทม. จะเป็นนายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. อย่างไรก็ตามทุกตำแหน่งข้างต้น ยังคงเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับที่ประชุมใหญ่สามัญพรรค รวมถึง คดี 44 สส.ที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่ง วันที่ 24 เม.ย.

ที่ผ่านมามักได้ยินข่าวลบ ที่เชื่อมโยงกับสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ชุดปัจจุบัน ทั้งถูกมองเป็น “สว.สีน้ำเงิน” และหลายคนติดอยู่ในร่างแห “คดีฮั้ว.สว.” ที่น่าสนใจการประชุมวุฒิสภา สัปดาห์นี้ 2 กรรมาธิการ (กมธ.) ของวุฒิสภา เตรียมผลักดันการเพิ่มมาตรการปราบโกง และ การฟื้นฟูเศรษฐกิจที่เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศ โดยในการประชุมวุฒิสภา 20 เม.ย. นี้  มีการรับทราบรายงานพิจารณาศึกษา เรื่อง แนวทางการบูรณาการความร่วมมือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (รธน.) เพื่อป้องกันและปราบปรามการทุจริตของคณะ กมธ.กิจการองค์กรอิสระตาม รธน. ซึ่งมี “พล.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร” สว. เป็นประธาน กมธ. โดยรายงานฉบับดังกล่าวมีสาระสำคัญ  ระบุว่า การทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นปัญหาที่ฝังรากลึกในสังคมไทย ส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศทุกมิติ รวมถึงการบิดเบือนกลไกตลาดที่นำไปสู่ความไม่เป็นธรรมทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำในสังคม

“แม้องค์กรอิสระมีหน้าที่ อำนาจ และกลไกทำงานชัดเจน แต่ลักษณะของการทุจริตมีความซับซ้อน หลากหลายรูปแบบ ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เชื่อมโยงเครือข่ายข้ามหน่วยงานทั้งในประเทศและต่างประเทศ และเกี่ยวพันกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ ทำให้การทำงานขององค์กรอิสระแต่ละแห่งเพียงลำพังไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด และครอบคลุมปัญหาอย่างสมบูรณ์ได้ ดังนั้นต้องบูรณาการความร่วมมือระหว่างองค์กรอิสระอย่างจริงจังเป็นระบบ”  รายงานศึกษาของ กมธ. ระบุ

นอกจากนี้ กมธ.ยังมีข้อเสนอแนะเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ได้แก่ 1.แก้ไขและปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน เช่น เรื่องอายุความในคดีทุจริต เพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนคำสั่งของหน่วยงานตรวจสอบ  สร้างข้อยกเว้นทางกฎหมายให้หน่วยงานอิสระสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อประโยชน์การสืบสวนสอบสวนภายใต้มาตรการคุ้มครองที่เหมาะสม ทั้งนี้ในส่วนของปัญหาและอุปสรรคการปราบทุจริต พบว่ามีข้อจำกัดทางกฎหมาย โดยร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึกระหว่างหน่วยงาน แม้เป็นข้อมูลที่จำเป็นต่อการสืบสวนสอบสวนก็ตาม 2.จัดทำกลไก ช่องทางการเชื่อมโยงการทำงานให้ประสานงานและส่งต่อข้อมูลที่รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ยับยั้งความเสียหายและดำเนินการกับผู้กระทำผิดได้โดยทันที

3.ส่งเสริมและปลูกฝังจิตสำนึกของความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อแก้ปัญหาทุจิต โดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีบทบาทสำคัญเพื่อคัดสรรคนดีเข้ามาบริหารประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบของความซื่อสัตย์และคุณธรรม ทั้งนี้กระบวนการเลือกตั้งที่จะมีประสิทธิภาพต้องส่งเสริมให้ประชาชน และพรรคการเมืองมีส่วนร่วม 4.ให้ความสำคัญกับเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งของผู้นำประเทศ เพื่อต่อสู้กับการทุจริตที่จริงจังและสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนและภาพลักษณ์ของประเทศในระดับสากล 5.คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน ตามหลักการการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นการดำเนินการที่กระทบต่อสิทธิผู้ถูกกล่าวหาต้องระมัดระวัง 6.ผลักดันให้เกิดกลไกการขับเคลื่อนประเทศตามแผนการปฏิบัติงานเชิงบูรณาการขององค์กรอิสระตาม รธน.ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ คณะ กมธ.การเศรษฐกิจฯ วุฒิสภา ที่มี “นายกัมพล สุภาแพ่ง” สว. เป็นประธาน กมธ. ได้พิจารณาศึกษาแนวทางการปรับโครงสร้างภาษีของประเทศไทยแล้วเสร็จ และได้นำเสนอการพิจารณาศึกษาให้ที่ประชุมวุฒิสภา ได้พิจารณาเห็นชอบผลการพิจารณาและข้อเสนอ ในวันที่ 21 เม.ย.นี้  อย่างเช่น

ข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานการบริโภค อาทิ ปรับเพิ่ม VAT จาก ร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 10 เพื่อใช้พัฒนาสวัสดิการรัฐ รองรับสังคมสูงอายุ ให้ทุกร้านค้าออกใบกำกับภาษีแบบอิเล็กทรอนิกส์ กำหนดนโยบายสลากกินแบ่งในรูปแบบใบเสร็จ หรือ ลอตเตอรี่ใบเสร็จไทย จัดเก็บ VAT กิจการธุรกิจอย่างเต็มระบบ โดยไม่ยกเว้นเกณฑ์รายได้ ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี  จัดเก็บภาษีขายหุ้น จัดเก็บภาษีซื้อ-ขายทองคำ ทั้งทองคำจริง ทองคำผ่านแพลตฟอร์มและ paper gold เป็นต้น

รวมทั้งข้อเสนอแนะภาษีจัดเก็บจากฐานทรัพย์สิน  อาทิ ปรับปรุงกฎหมายที่ดิน ให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่า เก็บภาษีสูงขึ้น เก็บภาษีป้ายนอกอาคาร ทั้งที่เป็นการค้าหรือไม่ใช่การค้า เช่น ป้ายนักการเมืองอวยพรในเทศกาลต่างๆ ทบทวนปรับเพดานภาษีรับมรดก ให้เสียภาษีภายใน 150 วันนับจากวันที่เจ้ามรดกเสียชีวิต ไม่ใช่วันรับมรดก และสนับสนุนให้ออกร่าง พ.ร.บ.ทรัสต์เพื่อจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคล เพื่อเป็นเครื่องมือต่อการจัดการทรัพย์สินส่วนบุคคลให้มีประสิทธิภาพ ลดการนำสินค้าออกไปบริหารจัดการนอกประเทศ

ต้องรอดูข้อเสนอดังกล่าว จะได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมวุฒิสภา ก่อนนำไปเสนอฝ่ายบริหาร และสำคัญที่สุด จะมีส่วนช่วยเสริมภาพบวกให้กับสภาสูงได้มากแค่ไหน

“ทีมข่าวการเมือง”