จากกรณี “หนุ่มชาวลาว” พาทนายเข้าแจ้งความดำเนินคดีคลินิกชื่อดังแห่งหนึ่งในพื้นที่บ่อวิน พาเด็ก 3 ขวบเข้ารักษาอาการไข้ขึ้นสูง ก่อนเจ้าหน้าที่ในคลินิกใช้น้ำร้อนราดหน้าอก จนเป็นแผลพุพองบริเวณหน้าอก ลำตัวและหลัง โดยอ้างว่าเป็นการรักษาอาการช็อก ชักเกร็ง ภายหลังเรื่องรู้ไปถึง กระทรวงพม. และฝ่ายงานเกี่ยวข้องจึงมีการลงพื้นที่ตรวจสอบคลินิกดังกล่าว ตามที่ปรากฏเหตุการณ์ไปแล้วนั้น

เกี่ยวกับเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 30 ต.ค. สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรี ได้สรุปข้อมูลการรักษาผู้ป่วยเด็กชาย 3 ขวบ จากกรณีได้รับบาดเจ็บจากน้ำร้อนลวกว่า ผลการตรวจสอบข้อมูลการรักษาของผู้ป่วยเด็กชายรายหนึ่ง ณ คลินิกเวชกรรมเอกชนแห่งหนึ่ง ในจังหวัดชลบุรี ซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบกิจการภายใต้ชื่อบริษัทเอกชน เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันเสาร์ เวลา 09:00-22:00 น. โดย เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 68 เด็กชายผู้เสียหายมีไข้สูงถึง 39.8 องศาเซลเชียส มีประวัติเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในต่างจังหวัดมาก่อน

แพทย์ผู้ทำการรักษาระบุว่าในขณะมารับบริการ ผู้ป่วยยังไม่มีอาการชัก แต่มีอาการรุนแรงซึ่งผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้ จึงดำเนินการใช้ผ้าขนหนูเยื่อไผ่พับสี่ชั้น เทน้ำร้อนที่เป็นตัวยาคาร์บอนละลายลงบนผ้า แล้วนำด้านที่ไม่โดนน้ำร้อนวางบนตัวผู้ป่วยเพื่อเช็ดตัว หลังการทำหัตการ ผู้ป่วยฟื้นฟื้นคืนสติ แต่ภายหลังพบแผลไหม้ระดับตื้น แพทย์ได้ทำแผลโดยใช้ยาทา และนัดให้มาทำแผลต่อเนื่อง แต่ผู้ป่วยไม่ได้มาตามนัด

ทั้งนี้ ในระหว่างอยู่ที่คลินิกมีการฉีดยา Dexamethasone ร่วมกับ Lincomycin โดยพนักงานในสถานพยาบาลที่เป็นนักวิชาการสาธารณสุข และมีการจ่ายยากลับบ้าน 2 รายการ ได้แก่ ยาลดไข้ และยาทาแผล นอกจากนี้ แพทย์ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าวิธีการใช้ผ้าขนหนูเยื่อไผ่ เช็ดตัวด้วยน้ำร้อนดังกล่าวเป็นแนวทางที่ใช้กับผู้ป่วยทุกเคส โดยมีการเตรียมกาตัมน้ำร้อนไฟฟ้าไว้ตอดเวลา และให้ยารับประทานทันที ได้แก่ คาร์บอน พาราเซตามอล และ Avarnigran ผสมน้ำร้อน ผลการตรวจมาตรฐานสถานพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี พบข้อบกพร่องหลายประการที่ไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยสรุป สาระสำคัญ ดังนี้

1.สถานพยาบาลมียาช่วยชีวิตฉุกเฉินไม่ครบถ้วน โดยพบเพียง Dexamethasone และ 50% Glucose ซึ่งถือเป็นการฝ้าฝืนมาตรา 35(2) ของพระราชบัญญัติสถานทยาบาล พเศ. 2558 และมีโทษตามมาตรา 65 คือ จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

2.ข้อมูลในเวชระเบียนผู้ป่วย ไม่ครบตามมาตรฐานที่กำหนด ได้แก่ ไม่มีชื่อและที่อยู่ของสถานพยาบาล ไม่มีข้อมูลการแพ้ยาและอาหาร และไม่มีการลงลายมือชื่อแพทย์ ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 35(3) และมีโทษตามมาตรา 65 เช่นเดียวกัน

3.ป้ายสอบถามอัตราค่ารักษาพยาบาลไม่เป็นไปตามที่กฎกระทรวงกำหนด จึงเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 32 32 วรรคสองมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาทตามมาตรา 59

4.มีการให้บุคคลซึ่งมิใช่ผู้ประกอบวิชาชีพประกอบวิชาชีพในสถานพยาบาล โดยมีการฉีดยาโดย “นักวิชาการสาธาธารณสุข” ที่มิใช้ผู้ประกอบวิชาชีพตามที่ได้รับอนุญาต ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 34(1) มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชลบุรีได้กำหนดมาตรการเพื่อดำเนินการตามกฎหมาย โดยกรณีความผิดที่ 1-3 จะเรียกผู้รับอนุญาต และผู้ดำเนินการสถานพยาบาลเข้ารับทราบและชี้แจงข้อกล่าวหา เพื่อดำเนินการเปรียบเทียบปรับและปรับเป็นพินัยต่อไป ส่วนกรณีความผิดที่ 4 จะรวบรวมข้อมูลและส่งต่อพนักงาน สอบสวนในพื้นที่ (สภ.บ่อวิน) เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.