สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 31 ต.ค. ว่า ภายใต้นโยบายใหม่ สหรัฐจะต้อนรับผู้ลี้ภัย 7,500 คน ในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งลดลงจากมากกว่า 100,000 คนต่อปี ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน

บันทึกของทำเนียบขาวระบุว่า ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่สหรัฐรับเข้าประเทศในช่วงปีงบประมาณ 2569 ซึ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 1 ต.ค. ที่ผ่านมา จะเป็นชาวแอฟริกาใต้ผิวขาว และเหยื่อรายอื่นของการเลือกปฏิบัติที่ผิดกฎหมายหรือไม่เป็นธรรม ในประเทศบ้านเกิดของตนเอง โดยจำนวนการรับผู้ลี้ภัย จะถูกจัดสรรให้กับชาวอาฟรีกาเนอร์ จากแอฟริกาใต้เป็นหลัก

นอกจากการลดจำนวนผู้ลี้ภัย รัฐบาลของทรัมป์ยังดำเนินการเพิกถอนสถานะคุ้มครองชั่วคราว (ทีพีเอส) สำหรับชาวอัฟกานิสถาน ชาวเฮติ ชาวเวเนซุเอลา และพลเมืองในหลายประเทศ

BBC News

อนึ่ง ทรัมป์ให้คำมั่นในช่วงการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งว่า เขาจะเนรเทศผู้อพยพยที่ไม่มีเอกสาร จำนวนหลายล้านคน และหลังจากเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่สอง เมื่อเดือน ม.ค. ที่ผ่านมา เขาก็ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร เพื่อระงับโครงการรับผู้ลี้ภัยของสหรัฐ

ขณะที่ นายอารอน ไรช์ลิน-เมลนิค นักวิชาการอาวุโสจากสภาตรวจคนเข้าเมืองอเมริกัน กล่าวว่า นับตั้งแต่ปี 2523 เป็นต้นมา ผู้คนมากกว่า 2 ล้านคน ที่หลบหนีการข่มเหง เดินทางเข้าสู่สหรัฐภายใต้โครงการรับผู้ลี้ภัย แต่ในตอนนี้ โครงการดังกล่าวจะถูกใช้เป็นเส้นทางสำหรับการย้ายถิ่นฐานของคนผิวขาว ซึ่งถือเป็นหายนะสำหรับโครงการด้านมนุษยธรรมระหว่างประเทศอันทรงคุณค่าของสหรัฐ.

เครดิตภาพ : AFP