เมื่อวันที่ 21 เม.ย. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก ถึงกระแสข่าวที่รัฐบาลเตรียมจะออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 500,000 ล้านบาท พร้อมขยายเพดานหนี้สาธารณะ ว่า  และแล้ว ก็ต้องกู้จริงๆ ตามคาด ที่เดาได้เพราะสถานะการคลังไม่สู้ดี รัฐบาลกำลังหลังชนฝา เงินสำรองกำลังจะหมด ไม่เหลือพอจะทำมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะเร่งด่วนแน่ๆ สถานการณ์คล้ายช่วงเริ่มต้นของโควิดปี 2563 แบบที่ยังไม่รู้ว่าวิกฤติพลังงานจะไปจบลงที่ตรงไหน และเศรษฐกิจจะตกไปที่เท่าไหร่ แม้สภาพัฒน์จะประเมินว่าเหลือ 0.2-1.4 เปอร์เซ็นต์ แม้รัฐบาลจะเหลืองบกลาง เงินสำรองของปี 2569 อยู่ 20,000 กว่าล้านบาท แต่ไม่น่าพอเยียวยาประชาชน แถมยังกระมิดกระเมี้ยนที่ใช้ เพราะยังต้องกันส่วนหนึ่งไว้จ่ายรายประจำต่างๆ ที่ตั้งงบประมาณไว้ไม่พอ

ดูตัวอย่างมติ ครม.นัดพิเศษนั่นก็ได้ อนุมัติงบกลาง 7,700 ล้านบาท เป็นมาตรการเยียวยาเฉพาะหน้าแค่ 3,000 ล้านบาท อีก 4,700 ล้านบาท จ่ายเข้ากองทุนประชารัฐ เพราะเงินไม่พอจ่ายสวัสดิการตามปกติ

จังหวะหน้าสิ่วหน้าขวานนี้ รัฐบาลจึงเลือกแทงม้า 2 ตัว คือ ออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อโอนงบประมาณเหลือจ่ายของปี 2569 และออก พ.ร.ก.เงินกู้ เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ

เริ่มที่เรื่องการโอนงบประมาณก่อน ก่อนหน้านี้ปลัดกระทรงการคลังออกมาพูดว่าจะออกเป็น พ.ร.ก. นั้น รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ยืนยันแล้วว่าไม่เป็นความจริง และจะออกเป็น พ.ร.บ. ตามที่ควรเป็น แต่ออกเร็วไม่ได้ เพราะถ้าออกเร็ว เงินที่โอนต้องถูกเอาไปใช้หนี้เงินคงคลัง เพราะกฎหมายเงินคงคลังบอกชัดว่าต้องใช้คืนในโอกาสแรก รัฐบาลจึงต้องรอกระบวนการตั้งงบประมาณปี 2570 ให้แล้วเสร็จก่อน พอไม่เร็วแบบนี้ ก็แทบจะไม่มีประโยชน์ ไม่น่าจะโอนได้มาก และกว่าจะผ่านกฎหมายก็คงเป็นไตรมาสสุดท้ายก่อนปิดปีงบประมาณ 2569 เลย

ถ้าจะใช้เงินด่วนจริงๆ รัฐบาลคงต้องลุยไฟออก พ.ร.ก.เงินกู้ และลุยไฟขยายเพดานหนี้สาธารณะ ซึ่งถ้าพูดกันแบบไม่ฉวยโอกาสทางการเมือง ก็ดูเป็นทางเลือกสุดท้ายแล้วสำหรับรัฐบาลที่เจอทั้งวิกฤติเศรษฐกิจ วิกฤติการคลัง ที่จะมีเงินมาเยียวยาประชาชนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย

แต่ต้องตอบ 2 คำถามนี้ให้ได้ ทำไมต้องกู้ถึง 500,000 ล้านบาท 500,000 ล้านนี่ก็ราว 2.6 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ถ้าใช้ดีๆ อาจทำจีดีพีโตได้เพิ่ม 2 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าใช้เปล่าประโยชน์ ก็ทำหนี้สาธารณะเพิ่ม 2 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีเช่นกัน ถ้าเทียบกับช่วงโควิดที่กู้ 1 ล้านล้านบาท รอบนี้กู้ลดลงครึ่งหนึ่ง แต่สถานการณ์เศรษฐกิจก็ต่างกันมาก

รัฐบาลกำลังตั้งเป้าอะไรอยู่กันแน่ ประคับประคอง ฟื้นฟู หรือกระตุ้นเศรษฐกิจ ถ้าประคับประคอง ระยะสั้น เน้นเร็ว ถึงกลุ่มเป้าหมาย ไม่น่าใช้งบประมาณมากถึง  500,000 ล้านบาท ถ้าจะฟื้นฟูเศรษฐกิจ อาจจะถึง 500,000 ล้านบาทได้ แต่เป็นมาตรการระยะกลางที่อาจกินเวลา 4-5 ปี ดังนั้นอาจไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ทำแผนทำโครงการเสร็จแล้วออกเป็น พ.ร.บ. ได้ ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ ในช่วงนี้ ด้วยเม็ดเงินถึง 500,000 ล้านบาท บอกได้เลยว่าไม่ควร ด้วยความเสี่ยงเศรษฐกิจตกต่ำ ค่าครองชีพพุ่ง อาจจะยังไม่ใช่เวลามากระตุ้นเวลานี้ด้วยเม็ดเงินมหาศาลขนาดนี้

ลองคิดภาพดูว่า รัฐบาลกำลังจะแจกคนละครึ่งพลัส หัวละพัน 2,000 บาท แต่กลุ่มเปราะบางเพิ่งได้เติมเงินคนละ 100 บาท ก็ดูผิดที่ผิดเวลาไปมาก สุดท้ายดูเหมือนรัฐบาลอยากจะได้แค่วงเงินมาก่อนถึง 500,000 ล้านบาท โดยไม่มีเป้าที่ชัดเจน ก็ชวนให้คิดว่าอาจจะเป็นวงเงินที่สูงเกินจริง ขอวงเงินกู้เกินความจำเป็น

แผนใช้เงินและแผนใช้หนี้ หน้าตาเป็นอย่างไร วงเงินกู้จะมาโดยขาดแผนใช้เงินไม่ได้ฉันใด ก็จะขาดแผนใช้หนี้ไม่ได้ฉันนั้น แต่ที่ผ่านมา พ.ร.ก.เงินกู้มักเป็นเช็กเปล่า ไม่มีรายละเอียด ไม่มีแผนงานโครงการ ที่สำคัญไม่เคยระบุแผนใช้หนี้ ทำให้หนี้สาธารณะจากช่วงโควิด ไม่มีแนวโน้มจะลดลงเลย และรอบนี้ยังต้องขยายเพดานการก่อหนี้สาธารณะจาก 70 เปอร์เซ็นต์ เป็น 75 เปอร์เซ็นต์

รอบนี้จึงอยากเห็นนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง มีความกล้าหาญเหมือนตอนเขียนแผนการคลังระยะยาวปี 2570-2573 ที่ระบุชัดเจนว่าจะเก็บภาษีตัวไหนเพิ่มบ้าง อาทิ VAT จาก 7 เปอร์เซ็นต์ เป็น 10 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2571 เป็นต้นไป ภาษีสรรพสามิตน้ำมันเพิ่มอีก 1 บาทจาก 6-7 บาท เป็น 7-8 บาท ภาษีเดินทางไปต่างประเทศ (sayonara tax) ภาษีคาร์บอน และภาษีสุขภาพอื่นๆ ฯลฯ ซึ่งการระบุชัดแบบนี้ เชื่อว่าตอนนั้นน่าจะช่วยกล่อมบรรดาบริษัท Credit rating ต่างๆ ได้ดีว่าเรายังรักษาวินัยการคลัง ก็อยากให้ทำแบบนี้ตอนเอา พ.ร.ก. มาเข้าสภาด้วยเช่นเดียวกัน เพื่อกล่อมสภาว่าการกู้ครั้งนี้จะกู้อย่างมีความรับผิดชอบ และจะรักษาวินัยการคลังตามที่ได้ประกาศไว้ในการแถลงนโยบาย.