จากกรณีตำรวจตระเวนชายแดนที่ 4102 ประจำด่านตรวจช่องหินดาด (ชายแดนไทย-เมียนมา) หมู่ที่ 10 ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร จับกุม นายสุนทร น้อยราช กำนัน ต.รับร่อ หลังฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าหน้าที่นำคนไทยและรถยนต์ 2 คันข้ามไปยังประเทศเมียนมา ในเขตปกครองของกะเหรี่ยง และภายหลังกลับเข้ามาพร้อมผู้โดยสารชาวเมียนมา และผู้ติดตาม รวม 36 คน โดยนายสุนทร อ้างว่า ไปร่วมงานทอดกฐินที่วัดแห่งหนึ่งในชุมชนกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ตามข่าวที่เสนอไปแล้วนั้น

‘ด่านบ้านหินดาด’ จับแรงงานต่างด้าว 37 ราย ลักลอบเข้าเมืองอ้างเพิ่งไปทอดกฐินมา

ความคืบหน้า เมื่อวันที่ 3 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าการสอบปากคำของผู้ต้องหา หลังจากที่ชุดจับกุมได้นำผู้ต้องหาทั้งหมดส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ไปแล้วตั้งแต่เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา

พ.ต.อ.จาริพัฒน์ ทองแดง ผกก.ตชด.41 กล่าวว่า ภายหลังการจับกุม และควบคุมผู้ต้องหาทั้งหมดไปซักถามปากคำร่วมกับ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตรวจสอบตัวบุคคลโดยเฉพาะชาวต่างด้าว พบว่าทั้งหมดเป็นชาวเมียนมา และไม่มีเอกสารการอนุญาตให้เดินทางเข้าออกในราชอาณาจักรไทย ขณะเดียวกันได้แจ้งข้อหา นายสุนทร น้อยราช ผู้ขับรถยนต์นำทางเข้าออกผ่านแดน รวมทั้งสิ้น 5 ข้อหา ประกอบด้วย ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ หรือเพราะได้กระทำการตามหน้าที่, ฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้, เป็นเจ้าของหรือผู้ควบคุมยานพาหนะ นำพาหนะเข้ามาหรือออกไปนอกราชอาณาจักร โดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมือง เขตท่า สถานี หรือท้องที่ ตามที่ประกาศกำหนด (มาตรา 23 พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ), เข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ผ่านช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองและผ่านการตรวจของพนักงานเจ้าหน้าที่ (มาตรา 62 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง) และร่วมกันนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำการด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัติ (มาตรา 62 พ.ร.บ.คนเข้าเมือง) ซึ่งในชั้นจับกุมผู้ต้องหาให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา รับสารภาพเพียงข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงานฯ ซึ่งเป็นสิทธิของผู้ต้องหาที่จะทำได้

พ.ต.อ.จาริพัฒน์ กล่าวด้วยว่า ก่อนการจับกุมในคดีนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ ตชด. ที่อยู่เวรยามประจำชุดเฝ้าตรวจชายแดนที่ 4102 ช่องหินดาด (ชายแดนไทย-เมียนมา) หมู่ที่ 10 ตำบลรับร่อ อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร ว่าเมื่อวันที่ 2 พ.ย.68 เวลาประมาณ 10.00 น. ได้มีรถกระบะ ทะเบียน ขจ 4950 สุราษฎร์ธานี วิ่งมาที่บริเวณไม้กั้นจุดตรวจชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งขณะนั้นมี ร.ต.ท.สุวรรณชัย ปริวัฒน์ รอง สว.(ป) กก.ตชด.41, ส.ต.ท.ภาณุพงศ์ ทาระการ และ ส.ต.ท.พงษ์นเรศ เรือนสังข์ ผบ.หมู่ กก.ตชด.41 ได้เข้าเวรประจำจุดตรวจไม้กั้นอยู่ จากนั้นคนขับรถคันดังกล่าวได้ลงมาจากรถ ทราบชื่อต่อมา คือ นายสุนทร น้อยราช เป็นกำนันตำบลรับร่อ ซึ่งเจ้าหน้าที่จดจำได้ดี นายสุนทร ได้ลงมา เพื่อจะขอออกไปนอกราชอาณาจักร พร้อมกับพวกอีก 2 คน แต่ ร.ต.ท.สุวรรณชัย ได้แจ้งว่า “ผมไม่มีอำนาจให้ออกไปนอกราชอาณาจักรได้” นายสุนทร จึงได้เดินขึ้นไปบนฐาน ตชด. ที่อยู่ด้านบนเพื่อไปพบกับ ร.ต.อ.วัฒนา รัญจุล สว.(ป) กก.ตชด.41 ซึ่งเป็น หน.ชุดเฝ้าตรวจชายแดนที่ 4102 จากนั้นเมื่อได้พบกับ ร.ต.อ.วัฒนา แล้ว ก็ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ออกไปนอกราชอาณาจักรได้ นายสุนทร จึงได้พูดต่อว่า ร.ต.อ.วัฒนา ด้วยถ้อยคำว่า “มีดาวก็ตายได้เหมือนกัน แน่จริงมึงปิดเลย ดาวมึงกับดาวกู ใครจะใหญ่กว่ากัน” แล้วนายสุนทร ได้เดินลงมาจากรถไปยกไม้กั้นตรงแนวชายแดนออกและได้ขับรถออกไปนอกราชอาณาจักร โดยไม่สนใจคำสั่งห้ามของเจ้าหน้าที่ โดยมีรถกระบะรั้วยกสูง ทะเบียน บว 7524 ชุมพร ขับตามเข้าไป โดยทั้ง 2 คันมีผู้โดยสารประมาณ 13 คน และส่วนใหญ่ใส่เสื้อลายสีเดียวกันลักษณะเป็นเสื้อทีม เขียนว่า “บุญกฐิน 2568” ส่วนด้านหลังมีข้อความ “สารวัตรเถื่อน”

ต่อมาเวลา 14.30 น. รถกระบะ ทั้ง 2 คัน ได้ขับมาจากฝั่งประเทศเมียนมา มาจอดบริเวณไม้กั้นจุดตรวจชายแดนที่ 4102 ช่องหินดาด (ชายแดนไทย-เมียนมา) ซึ่งขณะนั้นเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมได้ประจำอยู่บริเวณดังกล่าวแล้ว เห็นว่า นายสุนทร ซึ่งเป็นคนขับรถกระบะทะเบียน ขจ 4950 สุราษฎร์ธานี มาจอดที่บริเวณไม้กั้นตรงแนวชายแดน จากนั้นนายสุนทร ก็ลงจากรถเพื่อจะเดินมาเปิดไม้กั้นตรงแนวชายแดนออก ส่วนอีกคัน รถกระบะ ทะเบียน บว 7524 ชุมพร มี นายเหมืองเพ็ชร์ แก้วเล่อ ทราบชื่อภายหลัง เป็นผู้ขับ ได้ขับมาจอดต่อท้ายรถกระบะที่นายสนุทร ขับนำมา เจ้าหน้าที่จึงแสดงตัวเข้าตรวจสอบ พบว่า กระบะคันแรก ที่มีนายสุนทร เป็นคนผู้ขับ มีผู้โดยสารบนรถ 8 คน ทั้งหมดเป็นคนไทย ส่วนคันที่ 2 ซึ่งมีนายเหมืองเพ็ชร์ เป็นคนขับ มีผู้โดยสารคนต่างด้าวซึ่งไม่มีเอกสารประจำตัวพร้อมสัมภาระ อยู่บนรถทั้งสิ้น 36 คน โดยเป็นผู้ใหญ่ 15 คน เป็นเด็ก 21 คน

ทั้งนี้ รายงานข่าวความมั่นคง ระบุว่า 1 ในผู้ต้องหาที่ถูก ตชด. จับกุมพร้อมนายสุนทร เป็นบุคคลถือ 2 สัญชาติ และมีตำแหน่ง เป็น ผบ.สถานีตำรวจ กองกำลังปลดปล่อยแห่งชาติ กะเหรี่ยง (KNU) ยศ พันตรี

ด้าน น.ส.ปวีณ์นุช โรยนิมิต ทนายความของ กำนันสุนทร น้อยราช เปิดเผยว่า ลูกความของตนให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา โดยยืนยันว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการนำพาแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศ แต่เพียงเดินทางไปทอดกฐินทำบุญที่วัดในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งเกิดเพลิงไหม้มาก่อนหน้านี้ โดยเดินทางไปเช้า–เย็นกลับเพื่อร่วมทำบุญเชื่อมความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนา

“กำนันสุนทรชี้แจงว่า การที่เจ้าหน้าที่ตั้งข้อหานำพาแรงงานต่างด้าวนั้นไม่เป็นความจริง เพราะแรงงานกลุ่มดังกล่าวพักอยู่ที่วัดมาก่อนหน้านี้แล้วกว่า 3 วัน ขณะที่กำนันเพิ่งเดินทางไปในวันเกิดเหตุเท่านั้น” ทนายความ กล่าว