บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในประเทศสิงคโปร์และมีฐานการดำเนินงานในประเทศโอมานและประเทศไทย ได้จัดงานสัมมนา ภายใต้หัวข้อ “การลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมเหล็กของประเทศไทย เพื่อสำรวจแนวทางการร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กคาร์บอนต่ำ ขณะเดียวกัน บริษัทฯ กำลังพัฒนาโรงงานเหล็กคาร์บอนต่ำแห่งแรกของไทยที่จังหวัดระยอง โดยผสานห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน เทคโนโลยีสมัยใหม่ พลังงานหมุนเวียน และความร่วมมือทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ

**จุดแข็งประเทศไทยตั้งโรงงาน “กรีนสตีล”

งานสัมมนาครั้งนี้ มีตัวแทนจากหน่วยงานและองค์กรสำคัญต่าง ๆ เข้าร่วม อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ, สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ), องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน), สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.), สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.), บริษัท ดานิลี่ ประเทศไทย, สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย, บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน), คณะผู้แทนจากประเทศโอมาน ที่ประกอบด้วยผู้บริหารระดับสูงจากบริษัท Integrated Gas Company (IGC) และ Invest Oman, ผู้ผลิตเหล็กในประเทศไทย, ลูกค้า, พันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมแขกผู้มีเกียรติ ฯพณฯ อาสา สารสิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย, ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), และ คุณอับดุล ราห์มาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Integrated Gas Company (IGC)

ดร.เซบาสเตียน แลนเกนดอฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวเปิดงานสัมมนาว่า “ประเทศไทยมีแรงงานที่มีฝีมือ มีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และโอกาสทางการตลาดของประเทศไทยเป็นรากฐานสำคัญสำหรับการลงทุนของเมอแรนติ กรีน สตีล ที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเหล็กคาร์บอนต่ำในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โรงงานในจังหวัดระยองจะผลิตเหล็กแผ่นคุณภาพสูง ด้วยกระบวนการที่ทันสมัย และขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ผลิตชาวไทยก้าวไปข้างหน้าได้เร็วยิ่งขึ้น เราสามารถร่วมกันสร้างระบบนิเวศเหล็กคาร์บอนต่ำที่จะสนับสนุนการสร้างงาน ชุมชน และเศรษฐกิจที่สามารถแข่งขันได้”

เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำโจทย์ยาก

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจแบบคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในระยะยาว โดยมีเรื่องที่น่ากังวล 3 ประเด็น ดังต่อไปนี้

1. อุตสาหกรรมการบินในประเทศกำลังเผชิญกับปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูง ขณะที่ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบและเลือกสายการบินที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ต่ำกว่าผ่านเครื่องมือค้นหาเที่ยวบินใน Google Flights โดยสายการบินบางแห่งแม้แต่เที่ยวบินที่มีการแวะพักหนึ่งจุดก็ยังปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเที่ยวบินบินตรงของบริษัท การบินไทย ฯ ยกตัวอย่างถ้านั่ง Economy Class ของการบินไทย เส้นทางกรุงเทพฯ-ปารีส เราจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อที่นั่ง เกือบ 1 ตัน แต่ถ้านั่ง Business Class จะปล่อยถึง 4 ตัน เหล่านี้คือปัญหาในการแข่งขัน

2. ภาคอสังหาริมทรัพย์ ขณะนี้มีจำนวนออฟฟิศที่เกินความต้องการของตลาด หรืออยู่ในภาวะ Over Supply และออฟฟิศที่ขายได้จะเป็นออฟฟิศประเภท Green Building เพราะประหยัดพลังงาน ประหยัดไฟฟ้า แล้วยังอยู่สบาย

3. กฎระเบียบใหม่ของสหภาพยุโรป (อียู) ที่ห้ามการนำเข้าและจำหน่ายสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า EU Deforestation Regulation (EUDR) ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในวันที่ 30 มกราคม 2026 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าสินค้าส่งออกไปยังอียู จะต้องปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า หากสินค้าไทยไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ จะหมดโอกาสในการแข่งขันในตลาดสำคัญนี้

ภาคการผลิตไฟฟ้าต้องเพิ่มพลังงานกรีน

ดร.สมเกียรติ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยมีเป้าเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกำหนดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ในปี 2065 ถือว่าเป็นเป้าหมายที่ช้ากว่า หลายประเทศ อย่างน้อย 70 ประเทศ ซึ่งเป็นประเทศที่เป็นตลาดใหญ่ของไทย และเป็นสมาชิกในกลุ่มอียู ประเทศเหล่านี้ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไว้ที่ปี 2050 อย่างไรก็ตาม ในการประชุม Cop 30 ที่ประเทศบราซิล รัฐบาลไทยอาจจะเสนอเป้าที่สูงขึ้นสำหรับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้น จะส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสาขาอื่น ๆ โดยเฉพาะสาขาการผลิตไฟฟ้าต้องเพิ่มสัดส่วนในการผลิต ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน มากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลไทยกำลัง เจรจาทำความตกลงเรื่อง FTA หรือ การตกลงการค้าเสรีกับกลุ่มประเทศอียู แต่ถ้าดูข้อตกลงที่อียูทำกับอินโดนีเซีย ได้พบข้อเท็จจริงน่าสนใจ ข้อตกลงนี้เขียนตาม Paris Agreement ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ถ้าอินโดนีเซียไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตาม Paris Agreement ได้ ทางอียูมีสิทธิ์ที่จะระงับประโยชน์ทางการค้า ดังนั้น รัฐบาลไทย จึงต้องออกมาตรการสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ 4 เรื่อง ดังนี้

1. ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Bill): กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพื่อเป็นกฎหมายหลั ในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero โดยจะกำหนดกลไกราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) เช่น ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) และภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) สำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง

2. กองทุนภูมิอากาศ (Climate Fund): จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนการปรับตัวและการลดผลกระทบ โดยเงินทุนจะมาจาก กลไกราคาคาร์บอน และกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องรายงานการปล่อยและดูดซับก๊าซเรือนกระจก

3. Thailand Taxonomy หรือ “มาตรฐานกลาง” ที่ใช้อ้างอิงเพื่อจัดกลุ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจว่า กิจกรรมใดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อใช้เป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยสู่ความยั่งยืน และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยอิงตามหลักวิทยาศาสตร์ สอดคล้องกับบริบทของไทยและมาตรฐานสากล เช่น ข้อตกลงปารีส โดย เฟส 1 นำร่องในภาคพลังงานและขนส่ง และ เฟส 2 ได้เพิ่มอีก 4 ภาคส่วน ได้แก่ เกษตร, อสังหาฯ, การผลิต, การจัดการของเสีย รวมแล้วครอบคลุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในประเทศกว่า 95% โดยมีหลักการ “Do no significant harm” จะต้องไม่ก่อให้เกิดผลลบอย่างมีนัยสำคัญและป้องกันการฟอกเขียว (Green Washing)

4. มาตรการส่งเสริมการลงทุนของบีโอไอ เน้นให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การกำหนดประสิทธิภาพการใช้พลังงาน (PUE : Power Usage Effectiveness) ตัวเลขปัจจุบัน ที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอจะต้องมี PUE ไม่เกิน 1.3 ของการใช้พลังงานทั้งหมด

**อุตสาหกรรมต้องมุ่งสู่ “Go Green”

“สำหรับ ภาคอุตสาหกรรมการผลิต ประเทศไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ เรื่องกำแพงภาษีจากสหรัฐอเมริกา ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ของไทยมีความพร้อม ดังนั้นจึงต้องมุ่งไปที่ “Go Green” เราสามารถผลิตปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้นเรื่อย ๆ และมีนวัตกรรมเกิดขึ้นต่อเนื่อง ในอนาคตจะสามารถผลิตปิโตรเคมีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมอื่นได้เช่นเดียวกัน เป็นเรื่องน่ายินดีที่อุตสาหกรรมเหล็กจะมีการพิจารณาเรื่องของกรีนสตีล ซึ่งก็จะเป็นต้นน้ำของหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมก่อสร้างต่าง ๆ เชื่อว่าจะเป็นหมุดหมายสำคัญที่จะส่งเสริมให้ไทยมีความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกับการคุ้มครองรักษาสิ่งแวดล้อม” ดร.สมเกียรติ กล่าว

**จีนครองตลาดเหล็กของโลก

ดร.อารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิจัย สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย กล่าวว่า ทั่วโลก มีปริมาณการผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2024 มีการผลิตอยู่ที่ 1.9 พันล้านตัน โดยอุตสาหกรรมเหล็กนับได้ว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่เป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจโลก เนื่องจากมีการใช้เหล็กอยู่ในแทบจะทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจ ตั้งแต่การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ รวมไปถึงเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น กังหันลม รถยนต์ไฟฟ้า ในขณะที่ประเทศจีนเป็นประเทศที่มีการผลิต และส่งออกเหล็กมากที่สุดในโลก ครอบคลุมถึงประมาณ 52% ของปริมาณการผลิตทั้งหมดสำหรับประเทศผู้นำเข้าหลักได้แก่ ภูมิภาคยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ดังนั้นแล้ว การลดการปล่อยคาร์บอนไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก ต้องอาศัยการปรับปรุง เทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง

**อุตสาหกรรมเหล็กทั้งโลกปล่อยคาร์บอน 10%

อุตสาหกรรมเหล็ก นับว่าเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่มีการปล่อยคาร์บอนมากที่สุด ประมาณ 7-10% ของการปล่อยคาร์บอนฯทั่วโลก เนื่องจากการใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลักประมาณ 75% ถึงเกือบ 80% ถึงแม้ว่าในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา จะมีความพยายามที่จะปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต มีการหาพลังงานสะอาดทางเลือกอื่น ๆ อย่างเช่น ไฮโดรเจน แต่ด้วยข้อจำกัด เชิงเทคนิค เชิงเศรษฐกิจ และ เชิงการก่อสร้าง ในภาพรวม

**ข้อจำกัดการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเหล็ก

การเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานจากอุตสาหกรรมเหล็ก มีข้อจำกัดหลัก ๆ อยู่ 3 ประการ ดังนี้

1. ข้อจำกัดเชิงเทคนิค เนื่องจากการผลิตเหล็กนั้นต้องใช้พลังงานและความร้อนที่ค่อนข้างสูงและยังหาพลังงานทางเลือกอื่นได้ไม่ 100% จึงต้องใช้ ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตเหล็ก

2. ข้อจำกัดเรื่องเศรษฐกิจ เนื่องจากการสร้างโรงผลิตเหล็กนั้นต้องใช้ต้นทุนที่ค่อนข้างสูง ดังนั้นการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตยังต้องอาศัยต้นทุนที่สูงตามมาด้วย ช่วงหลายปีที่ผ่านมามีความพยายามที่จะใช้ “กรีนไฮโดรเจน” เป็นอีกหนึ่งเชื้อเพลิงทางเลือกในการผลิตเหล็ก แต่เทียบต้นทุนจะเห็นได้ว่า ต้นทุนในการใช้กรีนไฮโดรเจนนั้นยังคงสูงเมื่อเทียบกับถ่านหิน

3. ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง เนื่องจากอุตสาหกรรมเหล็กเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ การเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานต้องอาศัยความช่วยเหลือจากภาครัฐด้วย ในการจัดสรรไฟฟ้าพลังงานสะอาด ขณะเดียวกันโครงสร้างตลาดไฟฟ้าในประเทศนั้นยังไม่เอื้อ

เหล็กปล่อยคาร์บอนสูงเสี่ยงถูกปรับ 5 เท่า

แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านทางด้านพลังงานของอุตสาหกรรมเหล็ก จะติดข้อจำกัด ทั้งในเชิงเทคนิค เศรษฐกิจ และโครงสร้าง แต่ด้วยแรงกดดันทางการค้าระหว่างประเทศทำให้ผู้ประกอบการนั้นต้องเร่งหาทางออก เรื่องของความช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากมาตรการการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรปที่จะมีการบังคับใช้ปีหน้า ซึ่งอุตสาหกรรมเหล็กเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบ และสหภาพยุโรปเป็นกลุ่มประเทศนำเข้าเหล็กเป็นหลัก ถ้าในกระบวนการผลิตนั้นมีการปล่อยคาร์บอนเกินมาตรฐาน ผู้ประกอบการต้องจ่ายราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน ซึ่งเทียบเท่ากับราคาคาร์บอนในตลาดยุโรปในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา สูงขึ้นถึง 5 เท่า

นอกจาก ภูมิภาคยุโรปแล้วยังมีอีกหลายประเทศที่เริ่มมีแนวคิดในการออกมาตรการที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็ก ต้องเร่งปรับตัวในหลายมิติ

รัฐต้องเร่งปฏิรูปตลาดพลังงานไฟฟ้า

ดร.อารีพร กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอุตสาหกรรมเหล็กอย่างยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุน โดยภาครัฐต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างตลาดพลังงานไฟฟ้า ปัจจุบันตลาดไฟฟ้าของไทยยังคงมีการกำกับดูแลจากภาครัฐเป็นหลัก ผู้ประกอบการเหล็กและภาคการผลิตขนาดใหญ่ เช่น กลุ่ม RE100 มีความต้องการใช้ ไฟฟ้าพลังงานสะอาด รวมกันเกือบ 40% ของความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศภายในปี 2030 เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานโลก

ขณะที่ ร่างแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP) 2024 ตั้งเป้าการผลิต ไฟฟ้าพลังงานสะอาดไว้ที่ 51% ภายในปี 2037 แต่มาตรการทางการค้าโลก จะเริ่มส่งผลกระทบในปี 2026 นี้แล้ว นอกจากนี้ควรศึกษาการเปิดตลาดไฟฟ้าเสรี หรือกึ่งเสรี เช่น เวียดนาม สิงคโปร์ เพื่อให้เกิดสัญญาการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานสะอาดโดยตรง ซึ่งจะช่วยเร่งการผลิต ไฟฟ้าสะอาด และดึงดูดการลงทุนจากบริษัทขนาดใหญ่

**โรงงานเหล็กแผ่นเรียบสีเขียวแห่งแรกในภูมิภาค

ดร.เซบาสเตียน แลนเกนดอฟ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เมอแรนติ กรีน สตีล ให้สัมภาษณ์ถึงรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการของเมอแรนติ กรีน สตีล ในจังหวัดระยอง สำหรับโรงงานแห่งนี้ผสานเทคโนโลยีสมัยใหม่ พลังงานหมุนเวียน และระบบสิ่งแวดล้อมขั้นสูง รวมถึงระบบกรองก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ การบำบัดน้ำเสีย และการควบคุมเสียงรบกวน เพื่อปกป้องการรบกวนชุมชนโดยรอบ

ความโปร่งใสถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการ ซึ่งจะได้รับการรับรองมาตรฐานจากสถาบันมาตรฐานอังกฤษ (BSI) เมื่อโรงงานเริ่มดำเนินการ จะช่วยยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคด้านเหล็กคาร์บอนต่ำที่ได้รับการรับรอง และมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทานเหล็กระดับโลก

ดร. แลนเกนดอฟ กล่าวว่า “โรงงานแห่งนี้จะเป็นโรงงานผลิตเหล็กแผ่นคาร์บอนต่ำแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยก้าวขึ้นเป็นผู้นำระดับภูมิภาคด้านการผลิตเหล็กคาร์บอนต่ำ”

“นอกจากเหล็กม้วนรีดร้อนคุณภาพสูงแบบคาร์บอนต่ำ (Green High Grade Hot Rolled Coils – HRC) แล้ว เรายังสามารถจัดจำหน่ายเหล็กอัดก้อนคาร์บอนต่ำ (Hot Briquetted Iron – HBI) ให้แก่ผู้ผลิตเหล็กในประเทศ รวมถึงให้บริการพลังงานหมุนเวียนแก่ภาคอุตสาหกรรมหนักอื่น ๆ เพื่อสร้างแรงกระเพื่อมเชิงบวกในห่วงโซ่มูลค่าทั้งระบบ ด้วยการสนับสนุนนโยบายที่เข้มแข็ง โครงการนี้จะเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่เหล็กคาร์บอนต่ำของประเทศไทยให้เร็วขึ้น”

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้โครงการอยู่ระหว่างการรออนุมัติการลงทุนจาก BOI โดยมีเสาหลักสำคัญที่ดำเนินการแล้วดังนี้

– การได้ที่ดินเรียบร้อยแล้ว ในเขตอุตสาหกรรมเชิงนิเวศ IRPC ที่จังหวัดระยอง
– มีพันธมิตรด้านอุปกรณ์กับบริษัท Danieli และอยู่ระหว่างดำเนินการด้านวิศวกรรม
– มีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง และมีทีมงานที่มีประสบการณ์สูง
– มีข้อตกลงซื้อขายล่วงหน้าเพื่อส่งออก สำหรับเหล็กแผ่นม้วนรีดร้อนคาร์บอนต่ำ (green HRC) ปริมาณกว่า 1.5 ล้านตันต่อปี
– มีการร่วมมือเพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียน โดยระบุโครงการไว้แล้วขนาด 1.8 กิกะวัตต์ (GW)

เมอแรนติ ยังได้ร่วมมือกับพันธมิตรหลักในอุตสาหกรรม เช่น Anglo Asia และ SSMS ในด้านการรีไซเคิลเศษเหล็ก เพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันตลอดทั้งห่วงโซ่มูลค่า