ให้เห็นภาพชัดขึ้น “หญ้าทะเล” เป็นด่านสุดท้าย โดยใบหญ้า ช่วยดักตะกอน เป็นเหมือนเครื่องดูดคาร์บอนอัตโนมัติ เมื่อตะกอนตกลงดิน ฝังลงไปใต้พื้น ระบบรากที่ซับซ้อนของหญ้าทะเล เป็นเหมือนซีลผนึกคาร์บอนไว้ใต้พื้น ฝังลึกลงไปเรื่อย ทำให้คาร์บอนหลุดจากวัฏจักร ไม่ย่อยสลายไม่เพิ่มก๊าซเรือนกระจก หญ้าทะเลยังดักตะกอนไว้จนเป็นพื้นที่กว้าง ทำให้ป่าชายเลนขยายตัวออกมาได้ ยังช่วยป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งแต่ที่ผ่านมาหญ้าทะเล กลับตายเป็นจำนวนมาก จากวิกฤติโลกร้อน ส่งผลให้น้ำทะเลร้อน จึงเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ไทยต้องเร่งฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเล เพื่อสร้างระบบนิเวศทางทะเลให้กลับคืนมาโดยเร็ว

นอกจาก คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่ได้ฟื้นฟูแหล่ง “หญ้าทะเล” จริงจังแล้ว ยังมีองค์กรเอกชนอย่าง “บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น” ที่ร่วมเป็นหัวหอกในการสนับสนุนเรื่องหญ้าทะเลอย่างจริงจังเช่นกัน ล่าสุดได้ส่งมอบห้องปฏิบัติการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเล หรือหน่วยวิจัยหญ้าทะลต้านโลกร้อน แห่งแรกของโลกให้แก่คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ประเทศไทย โดยห้องปฏิบัติการนี้ สามารถเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อหญ้าทะเลชนิดแรก ได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของโลก โดยแปลงเพาะเลี้ยงดังกล่าวสามารถผลิตหญ้าทะเลได้กว่า 20,000 ตันต่อปี เป็นทางรอดสำคัญของระบบนิเวศทางทะเลไทยในอนาคต
บางจากฯ ยังได้เปิดศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หรือศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อนแห่งแรกของไทย ที่หมู่เกาะหมาก จังหวัดตราด โดยร่วมกับ 4 พันธมิตร คือ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะหมาก และวิสาหกิจชุมชนเกษตรผสมผสานบ้านอ่าวนิด (กลุ่มอนุรักษ์ปะการัง)

“กลอยตา ณ ถลาง” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ งานบริหารความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น ระบุว่า เมื่อปี 65 บางจากได้ลงนามบันทึกข้อตกลง “การพัฒนาพื้นที่หมู่เกาะหมาก สู่เป้าหมาย Low Carbon Destination” กับคณะประมง ม.ก. และพันธมิตร ศึกษาความเป็นไปได้การกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์แหล่งหญ้าทะเล และสำรวจแนวพื้นที่เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ก่อให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ ๆ สู่การพัฒนาแนวทางการทำงานที่เน้นรักษาสมดุลธรรมชาติ เป็นที่มาของการจัดตั้ง “ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หมู่เกาะหมาก” หรือศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อนโดยภาคเอกชนและพันธมิตรเพื่อชุมชนท้องถิ่นแห่งแรกของประเทศ ดำเนินการถูกต้องตามหลักวิชาการ เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ด้านหญ้าทะเลในฐานะแหล่ง Blue Carbon ที่มีศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ เปรียบเสมือนการปลูกป่าในทะเล ได้รับความอนุเคราะห์จากทีมงานคณะประมง ม.ก. ทำหน้าที่พี่เลี้ยงให้กับเครือข่ายในท้องถิ่น ช่วยให้การอนุรักษ์และฟื้นฟูระบบนิเวศหญ้าทะเลในพื้นที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

“บางจากฯ ได้ร่วมกับองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับภูมิปัญญาท้องถิ่น ผลักดันการวิจัยและฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเลเกิดเป็น “ศูนย์เรียนรู้หญ้าทะเลและปะการัง หรือศูนย์หญ้าทะเลสู้โลกร้อน หมู่เกาะหมาก” เพื่ออนุรักษ์ได้อย่างยั่งยืนพร้อมขยายผลได้ในระยะยาว ตามข้อตกลงความร่วมมือของพันธมิตรทุกภาคส่วนร่วมทำให้เกาะหมาก Low Carbon Destination ต่อเนื่อง นับจากปี 65 ได้การรับรองให้เป็นหนึ่งใน 100 เมืองท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก”

“ศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร” ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) “อพท.” กล่าวว่า อพท.เข้าร่วมขับเคลื่อนเกาะหมาก สู่ต้นแบบ Low Carbon Destination แห่งแรกของไทยด้วยนำหลักเกณฑ์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนโลก มาใช้เป็นแนวทางพัฒนาบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ร่วมบันทึกลงนามความร่วมมือภายใต้ปฏิญญาเกาะหมากจากทั้งภาครััฐ เอกชน และชุมชน เมื่อปี 55 พัฒนาลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แบบครบวงจร ปี 61 ระดมความคิดเห็นผ่านเวทีประชาคมชาวเกาะหมาก ผู้ประกอบการ และหน่วยงานในพื้นที่เพื่อหาแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขแล้วได้จัดทำเป็น “ธรรมนูญเกาะหมาก” ขึ้นมา จนได้รับเลือกให้เป็น 1 ในแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก
“ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สุริยัน ธัญกิจจานุกิจ” คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า พื้นที่เกาะหมากแห่งนี้จะเป็นโรงเรือนอนุบาลหญ้าทะเลโดยชุมชนแห่งแรกของประเทศ ที่ใช้ต้นกล้าจากการเพาะเมล็ดและเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ โดยรบกวนต้นพันธุ์ในธรรมชาติให้น้อยที่สุด ช่วยให้การทำงานอนุรักษ์และฟื้นฟูหญ้าทะเลในพื้นที่เป็นไปอย่างยั่งยืน และยินดีกับทุกภาคส่วนจะทำงานร่วมกัน เพื่อติดตาม ให้คำปรึกษาเป็นพี่เลี้ยงกับชุมชนในทางวิชาการเพื่อนำไปสู่ความยั่งยืนของระบบนิเวศต่อไป.



