จากกรณี รถไฟฟ้าบีทีเอส ประกาศปรับอัตราค่าโดยสารใหม่ ในเส้นทางส่วนต่อขยาย BTS สายสีเขียว ตามประกาศของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เส้นทางสถานีหมอชิต-สถานีคูคต, สถานีอ่อนนุช-สถานีเคหะฯ และสถานีวงเวียนใหญ่-สถานีบางหว้า ในอัตราค่าโดยสารเริ่มต้นที่ 17 บาท สูงสุดไม่เกิน 45 บาท ตลอดช่วงของส่วนต่อขยาย แต่ตลอดทั้งระบบเมื่อรวมกับค่าโดยสารในส่วนสัมปทานจะไม่เกิน 65 บาท

ยกตัวอย่าง เช่น ผู้โดยสารขึ้นจากสถานีหมอชิต ไปลงสถานีห้าแยกลาดพร้าว จากเดิมจ่าย 15 บาท อัตราใหม่เป็น 17 บาท แต่ถ้าหากผู้โดยสารขึ้นจากสถานีหมอชิต ไปลงสถานีคูคต จากเดิมเคยจ่าย 15 บาท อัตราใหม่จะเป็น 45 บาท แต่ถ้าหากผู้โดยสารขึ้นจากสถานีห้าแยกลาดพร้าวไปลงสถานีสยาม จากเดิมเคยจ่าย 62 บาท อัตราใหม่จะเป็น 64 บาท 

ดังนั้นจากตัวอย่าง ค่าโดยสารที่ปรับอัตราใหม่จะเห็นได้ชัดว่า ผู้ที่ใช้บริการเดินทางในช่วงของส่วนต่อขยาย BTS สายสีเขียวนั้น จะได้รับผลกระทบจากการปรับอัตราค่าโดยสารขึ้นเป็นเท่าตัวที่จากเดิมเคยจ่าย 15 บาทตลอดสายตั้งแต่สถานีหมอชิต-สถานีคูคต 

จึงทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง ทั้งจากผู้ใช้บริการที่ได้รับผลกระทบเนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นซึ่งไม่สอดคล้องกับค่าแรงที่ได้รับสำหรับคนทำงาน หรือแม้กระทั่งผู้ปกครองที่ต้องมีรายจ่ายเพิ่มขึ้นจากค่าโดยสารของนักเรียน นักศึกษา รวมถึง หลายคนเรียกร้องให้ภาครัฐปรับอัตราค่าโดยสารให้ถูกลง เพื่อสอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐที่ผลักดันให้ประชาชนหันมาใช้รถโดยสารขนส่งสาธารณะมากขึ้น เพราะปัจจุบันนโยบายที่วาดฝันสวนทางกับความเป็นจริง

นอกจากประชาชนแล้ว นักวิชาการ และนักการเมืองหลายคนต่างแสดงความเห็นส่วนตัวในกรณีนี้กันอย่างกว้างขวาง ยกตัวอย่าง นายสกลธี ภัททิยกุล อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้แสดงความเห็นต่อกรณีการขึ้นอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าไว้ผ่านโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว โดย ตั้งคำถามแทนคนกรุงเทพฯ ว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าจะมีโอกาสเป็น 25-30 บาท พร้อมระบุ เห็นด้วยที่จะทำราคาขนส่งสาธารณะให้ถูกลง เพราะจะช่วยส่งเสริมให้คนใช้มากขึ้นมีผลกับการจราจรบนท้องถนน และยังเป็นการช่วยลดค่าของชีพของพี่น้องประชาน แต่ต้องไม่ไม่เป็นภาระและเอาเงินงบประมาณของส่วนอื่นไปอุดหนุนมากจนเกินไป การลดราคาควรจะสะท้อนค่าใช้จ่ายจริง โดยอาจจะใช้การเจรจากับผู้ถือสัมปทาน หรือการซื้อคืนสัมปทานกลับมาเป็นของรัฐโดยจ่ายยอดครั้งเดียวและกำหนดราคาใหม่เลย

ขณะที่ นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเช่นกัน ระบุ นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ทึ่ใครพูดกันว่า “ไม่มีฐานคิด” ผมก็ย้ำตลอดว่าฐานคิด คือ “ค่าโดยสารควรเข้าถึงได้โดยคนทั่วไป หรือ ไม่เกิน 15-20% ของค่าแรงขั้นต่ำ” ยิ่งพอมาเปรียบเทียบกับประเทศกำลังพัฒนารอบๆ เรา ยิ่งชัดเจนว่า ค่าโดยสารรถไฟฟ้าของประเทศเราสูงเกินไป สูงถึง 34% ของค่าแรงขั้นต่ำ สูงจนกีดกันคนจำนวนมากออกจากระบบ ทำให้คนเข้าไม่ถึงโอกาสในการมีขนส่งสาธารณะที่ดี ซึ่งกระทบต่อปัญหาการจราจร การกระจายตัวของเมือง และปัญหาค่าครองชีพ

วนทีมนักวิจัย ของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ได้เผยแพร่บทความ วิบากกรรมคนเมือง ขึ้นค่าโดยสารสายสีเขียว สำรวจที่มา-ทางออก พร้อม ชี้ให้เห็นถึงปัญหาของค่าโดยสารรถไฟฟ้าที่ถูกเก็บแบบซ้ำซ้อน สำหรับผู้ที่เดินทางข้ามระหว่างส่วนสัมปทานหลักและส่วนต่อขยาย ที่จะมี “ค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน” ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายเดียวกัน  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในการคำนวณค่าโดยสารแบบใหม่การเดินทางจากสะพานควายถึง ห้าแยกลาดพร้าว หรือจากพระโขนงถึงบางจาก ซึ่งมีระยะห่างเพียง 2 สถานี ผู้โดยสารกลับต้องจ่ายถึง 34 บาท เนื่องจากถูกคิดค่าโดยสารแยกทั้งในส่วนสัมปทานหลัก (17 บาท) และส่วนต่อขยาย (17 บาท) แม้จะเป็นเส้นทางเดียวกันก็ตาม 

อย่างไรก็ตาม ทีมนักวิจัย TDRI ได้แนะทางออกในระยะยาวของปัญหานี้ โดยภาครัฐควรพิจารณาปรับสัญญาสัมปทาน เพื่อแก้ปัญหาค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนโดยตรง รวมถึงการจัดทำระบบค่าโดยสารร่วม (ตั๋วร่วม) แบบสมบูรณ์ อาจพิจารณาการเฉลี่ยค่าแรกเข้า 17 บาท ระหว่าง BTS และ กทม. ตามสัดส่วนของจำนวนสถานี เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้รับรายได้อย่างเป็นธรรมและผู้โดยสารไม่ต้องแบกรับภาระเกินจริง

ขณะที่ ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ ดอกเบี้ยบานฉ่ำ ปิดตำนานหนี้ BTS กทม. เคลียร์ครบ โดยอธิบายถึงรายละเอียดจำนวนหนี้ก้อนใหญ่ 3 ก้อนที่ กทม. จ่ายจบ รวม 74,232 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินต้น 62,451 ล้านบาท ดอกเบี้ย 11,781 ล้านบาท พร้อมเสนอแนวทางที่ กทม. จะกำหนดอัตราค่าโดยสารให้ถูกลงได้ หลังหมดสัญญาสัมปทานในปี 2572 เพื่อลดค่าครองชีพของผู้โดยสาร อีกทั้งยังระบุด้วยว่า “การไม่ต่อสัญญาสัมปทานให้เอกชน” ช่วยให้รัฐมีอิสระในการบริหารจัดการได้มากขึ้น ไม่ต้องผูกพันกับเงื่อนไขระยะยาว และสามารถกำหนดนโยบายค่าโดยสารที่ตอบโจทย์ประชาชนได้จริง พร้อมฝากทิ้งท้าย…ถ้า “ไม่ค้างจ่าย” ก็ไม่ต้อง “เสียดอกบาน” ถ้า “ไม่ต่อสัมปทาน” ก็ “ลดค่าโดยสาร” ได้จริง

อย่างไรก็ตาม เฟซบุ๊ก “กรุงเทพมหานคร” ก็ได้เผยแพร่ข้อความถึงเหตุผลการขึ้นค่าโดยสารครั้งนี้ ระบุ เพราะอะไร ต้องเก็บค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงส่วนต่อขยายเพิ่ม เดิมค่าโดยสารส่วนต่อขยาย 15 บาท ตลอดสาย ซึ่งไม่สอดคล้องกับต้นทุนค่าจ้างเดินรถและค่าบำรุงรักษา ค่าใช้จ่ายการเดินรถในส่วนต่อขยายปีละ 9,012 ล้านบาท รายได้จากการเดินรถอัตรา 15 บาท ตลอดสาย ปีละ 2,400 ล้านบาท กทม. ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายและใช้งบประมาณชดเชยส่วนต่าง ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท

วันที่ 1 พ.ย. 68 กทม. ปรับโครงสร้างอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวช่วงส่วนต่อขยาย ช่วงหมอชิต-คูคต / บางจาก-สมุทรปราการ / โพธิ์นินิมิตร-บางหว้า เริ่มต้นที่ 17-45 บาท ผู้โดยสารที่เดินทางข้ามช่วงระหว่างส่วนสัมปทานและส่วนต่อขยาย ค่าโดยสารรวมสูงสุดไม่เกิน 65 บาท ผู้โดยสารที่เดินทางช่วงส่วนสัมปทาน (ราคาเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง) มาตรการช่วยเหลือผู้โดยสาร เด็กและนักศึกษา (อายุไม่เกิน 23 ปี) ลดค่าโดยสาร 30% และผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ลดค่าโดยสาร 50%

สุดท้ายทางออกของปัญหานี้? คงต้องฝากไว้กับภาครัฐ และผู้ที่มีอำนาจในการกำหนดนโยบายว่าจะช่วยเหลือประชาชนให้เห็นเป็นรูปธรรมได้จริงหรือไม่ เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายที่ต้องการให้คนหันมาใช้รถโดยสารสาธารณะมากขึ้นในอนาคต.

ทีมข่าวชุมชนเมือง รายงาน