เมื่อวันที่ 23 ก.ค. 69 นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ที่ปรึกษาประธานกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีอาจมีเจตนายื้อหรือถ่วงเวลาการดำเนินการเกี่ยวกับตำแหน่งประธาน กสทช. ภายหลังกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ เป็นผู้มีลักษณะต้องห้าม ว่า เมื่อวานก็มีนักกฎหมายระดับสูงของประเทศนี้ โทรฯ หาตน บอกว่าเข้าใจผิด เรื่องที่ต้องให้ยื่นทูลเกล้าฯ เพราะประเด็นนี้ นายกฯ ไม่จำเป็นต้องรอให้ประธานวุฒิสภา ส่งเรื่องมายังสำนักนายกฯ เพื่อแจ้งให้นายกฯ รับทราบ และยื่นทูลเกล้าฯ เลย เพราะกฎหมายเขียนชัด ตาม พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 18 ผู้ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการซึ่งยังมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8(1) (2) หรือ (3) อยู่ ต้องแสดงหลักฐานว่าได้ลาออกหรือเลิกประกอบอาชีพหรือวิชาชีพดังกล่าวแล้วนั้นต่อประธานวุฒิสภาภายในเวลาที่ประธานวุฒิสภากำหนด ซึ่งต้องเป็นเวลาก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำความกราบบังคมทูลเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ในกรณีที่ไม่ได้แสดงหลักฐานภายในกำหนดเวลาดังกล่าว ให้ถือว่าผู้นั้นสละสิทธิ์

“ดังนั้น กรณีของ นพ.สรณ ตามมติกรรมการสรรหา กสทช. ชี้ว่าเป็นผู้ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากยังเป็นลูกจ้าง ตามมาตรา 8(2) ถือเป็นผู้สละสิทธิ์ จึงมีผลทันที ไม่ต้องยื่นทูลเกล้าฯ ปลด เทียบเคียงกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีของอดีตนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกฯ เศรษฐา ทวีสิน หรือนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ทุกคนเหล่านี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที มีผลทันที ไม่ได้ยื่นทูลเกล้าฯ ปลดแต่อย่างใด” นพ.สุภัทร ระบุ

นพ.สุภัทร กล่าวว่า การที่นายกฯ ออกมาระบุว่าต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย โดยที่ต้องให้ คณะกรรมการสรรหาจะมีหนังสือแจ้งมติไปยังประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ จากนั้นจึงจะส่งเรื่องมายังสำนักนายกรัฐมนตรี และเมื่อสำนักนายกรัฐมนตรีได้รับเรื่องแล้ว จึงจะเสนอให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าฯ ซึ่งขณะนี้ปิดสมัยประชุม ต้องรอให้เปิดสมัยประชุมใหม่ วันที่ 25 ส.ค. 69 ก็อาจจะใช้เวลา 2-3 เดือน กว่าจะจบ แบบนี้เรียกว่ายื้อหรือไม่

เมื่อถามถึง การประชุมกรรมการ กสทช. ในวันที่ 27 ก.ค. 69 นี้ โดย นพ.สรณ อาจจะเข้าร่วมประชุมด้วยนั้น นพ.สุภัทร กล่าวว่า ตนอยากเรียกร้องให้กรรมการ กสทช. ทั้ง 6 คนที่เหลือ ยืนหยัดตามกฎหมาย และวอล์กเอาต์ หาก นพ.สรณ เข้าร่วมประชุม ซึ่ง นพ.สรณ ควรมีสำนึก ถ้ามีสำนึกจริง ก็ไม่ควรเข้าประชุมแล้ว คุณหมดหน้าที่แล้ว ไม่มีสิทธิแล้ว และกรรมการ กสทช. ควรประชุมเพื่อเลือกประธานในที่ประชุม เพื่อเดินหน้าต่อในวาระที่ค้างคาและยืดเยื้อมานาน เพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้สักที เพราะตาม พ.ร.บ.กสทช. มาตรา 20 วรรคสอง ระบุชัด ให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ และให้ถือว่า กสทช. ประกอบด้วยกรรมการเท่าที่เหลืออยู่ แต่ทั้งนี้จะต้องมีจำนวนกรรมการไม่น้อยกว่าสี่คน.