ที่รัฐสภา “ประธานตุ๋ง” โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แถลงผลงานสภาผู้แทนราษฎร “122 วัน พลิกโฉมของสภาฯ แก้ปัญหาเพื่อประชาชน” ตอนหนึ่ง ว่า ในหนึ่งสมัยประชุมงานนิติบัญญัติ (14 มี.ค.-11 ก.ค. 69) สมัยที่ผ่านมา ผ่านร่างกฎหมาย จำนวน 14 ฉบับ ถือว่ามากที่สุดในรอบ 10 ปี ซึ่งเป็นความร่วมมือของทุกฝ่าย ส่วนที่วิจารณ์ว่าสภาไม่มีผลงานถือว่าวิจารณ์ด้วยความอคติ
“ที่มีผู้วิจารณ์ว่าตนให้ทำกิจกรรมที่ไม่ควรทำหรือโครงการที่อยู่นอกเหนือหน้าที่ เช่น ให้เคารพธงชาติ แอโรบิก กิจกรรมปฏิบัติธรรม สวดมนต์ เป็นแนวทางของการพัฒนาบุคคลที่ตรงปก เพราะหากยืนเคารพธงชาติ เพียง 1 นาทีไม่ได้ ไม่เชื่อว่าจะรักชาติจริง หรือ กรณีทำโครงการแก้ปัญหายาเสพติด แม้ไม่ใช่ภารกิจของประธานสภาผู้แทนราษฎร แต่ผมไม่ได้ใช้เวลาของสภาลงพื้นที่ จะทำเวิร์กช็อปการศึกษา ในวันที่ 3 ส.ค. หารือกับทุกภาคส่วนเพื่อแก้วิกฤติประเทศ

ในการบริหารพื้นที่ ผมยังมีแนวคิดเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้ใช้ประโยชน์ ให้กลุ่มผู้ประกอบการชุมชนขายสินค้า ขณะที่มาตรการประหยัดพลังงานของสภา ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาลดการใช้ไฟได้รวม 4 ล้านบาท สัปปายะสภาสถาน ต้องเป็นหน้าเป็นตา เป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ มุ่งหวังดันเต็มที่เพื่อให้สภาเป็นแหล่งท่องเที่ยว ศึกษาดูงาน บ่มเพาะประชาธิปไตย เดินหน้า อย่าติดอยู่กับอดีต” นายโสภณ กล่าว
ผู้สื่อข่าวจึงถามว่า การประกันงานก่อสร้างอาคารรัฐสภา ที่ผู้รับเหมา (ซิโน-ไทย) หมดสัญญา เมื่อวันที่ 15 ก.ค.นี้ มีที่พบความชำรุด แต่ไม่ได้ถูกแก้ไข (สว.กลุ่ม น.ส.นันทนา นันทวโรภาส เคยแถลง) นายโสภณ กล่าวว่า เมื่อ 2 เดือนก่อนให้เร่งแจ้งให้ผู้รับจ้างแก้ไข ดังนั้นเร่งรัดไปแล้ว แต่ก้าวล่วงแทรกแซงไม่ได้ ต้องเป็นไปตามกฎหมาย
เมื่อถามถึงความคืบหน้าของคำร้องของฝ่ายค้านและ สว.ที่เข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนอิสระตรวจสอบ คณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีมีมติตีตกข้อกล่าวหาคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีต รมว.คมนาคม ประธานสภา กล่าวว่า หลังจากที่ได้รับยื่นเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 69 ต้องมีกระบวนการตรวจสอบความถูกต้องของการลงลายมือชื่อ พบว่ามี สว. 2 คนที่ลายมือไม่ตรง ตนต้องให้ฝ่ายธุรการส่งเอกสารสอบถามและยืนยันการลงลายมือชื่อจากทางสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา หลังจากนั้นได้รับคำยืนยันว่าลายมือชื่อถูกต้อง เมื่อวันที่ 25 มิ.ย. หลังจากนั้นมีการพิจารณาร่างกฎหมายทำให้ตนยุ่ง และไม่ได้พิจารณา

“ในวันที่ 1 ก.ค. ถึงได้ดูรายละเอียด พบคำตอบคือกฎหมายให้ผมใช้ดุลพินิจ เมื่อพิจารณาเรื่องลักษณะเดียวกันที่เกิดขึ้นในอดีต พบหลายกรณีและเกิดขึ้นมาในหลายประธานรัฐสภา พบว่าใช้วิธีตั้งกรรมการ ผมยอมรับว่าความรู้กฎหมายมีไม่มากพอเหมือนคนอื่นจึงใช้วิธีตั้งกรรมการ เมื่อวันที่ 15 ก.ค. เพิ่งลงนามตั้งกรรมการที่มีบุคคลภายนอกที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ และมีคนในวงงานรัฐสภา 2 คน ทั้งนี้ยอมรับว่ากระบวนการตั้งกรรมการใช้เวลาพอสมควร
ไม่ได้ยื้อ ไม่มีเหตุผลให้ยื้อ แต่เหตุผลคือ ใช้ดุลพินิจอย่างไร การทำงานของกรรมการ ผมไม่กำหนดกรอบเวลา หากทำเร็วก็เร็ว คณะกรรมการเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เชื่อว่าจะไม่เอาเกียรติยศมาเล่น ส่วนที่มองว่าไม่กำหนดเวลา จะฟอกขาวให้ใครหรือไม่ ผมไม่รู้ว่าจะใช้เวลาเท่าไร จะรู้ได้อย่างไรว่าฟอกขาว อยู่ที่การตัดสิน” นายโสภณ กล่าว
เมื่อถามว่า การควบคุมการประชุมสภา ที่ผ่านมา ถูกฝ่ายค้านมองว่าไม่เป็นกลาง นายโสภณ กล่าวว่า หากใครฟังการประชุมจะพบว่าข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านนั้นฟังไม่ขึ้น การตัดสินของตน หากตัดสินเข้าข้างฝ่ายใด จะสร้างศัตรูอีกฝ่าย ที่ผ่านมาตนตัดสินถูกใจฝ่ายค้าน แต่ตนบอกว่าไม่ต้องชม ขอเลือกใช้วิธียึดข้อบังคับเป็นหลัก
เมื่อถามว่า สภาชุดที่แล้ว นายชวน หลีกภัย อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร เคยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ให้มาตอบกระทู้ นายโสภณจะมีการทำหนังสือถึงนายกฯ เพื่อให้มาตอบกระทู้ของสมาชิกหรือไม่ ประธานตุ๋งย้อนว่า “ทำแล้วนายกฯ มาตอบหรือไม่ มันอยู่ที่ความรับผิดชอบของแต่ละฝ่าย และอยู่ที่ข้อบังคับ ผมจะไปตำหนินายกฯ ไม่ได้ เพราะข้อบังคับบอกว่าสามารถมอบหมายได้ จึงไม่ควรไปเปรียบเทียบยุคนี้ ยุคนั้น ต้องดูรูปธรรมที่เกิดขึ้นด้วย หากกฎหมายบอกทำได้ แล้วเราไม่ยอมรับกฎหมาย ประเทศนี้จะเดินอย่างไรต่อ”
“สส.ต้า” ภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน แถลงสวนประธานโสภณ ว่า ที่พูดว่า ได้ผ่านกฎหมายจำนวน 14 ฉบับ มากที่สุดในรอบ 10 ปีนั้น ไม่ได้เป็นร่างกฎหมายของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ เพราะเป็นร่างกฎหมายที่รัฐบาลส่งกลับมายืนยันจากสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว จึงทำให้ร่างกฎหมายมีมากถึง 10 ฉบับ ซึ่งเป็นผลงานการกดปุ่มเห็นชอบของ สส. ไม่ใช่ผลงานของนายโสภณ

“ส่วนงานประกันอาคารรัฐสภา ที่หมดอายุลงเมื่อวันที่ 15 ก.ค. ไม่มีการให้ผู้รับเหมาเสียค่าใช้จ่ายซ่อมแซมแม้แต่บาทเดียว ขอให้มีการเปิดเผยว่า สภาได้มีการเคลมประกันใดบ้าง กับงบประมาณหลายหมื่นล้านที่ได้จ่ายไป เพราะเมื่อมีการซ่อมก็ต้องของบประมาณเพิ่มสำหรับซ่อมแซม ที่นายโสภณ ออกมาจัดกิจกรรมให้ข้าราชการออกมาเต้นแอโรบิก ที่นายโสภณระบุว่าเพื่อสุขภาพของข้าราชการนั้น นายโสภณได้ถามข้าราชการแล้วหรือไม่ นั่นเป็นภาระข้าราชการที่ต้องไปเกณฑ์คน และต้องไปทำเสื้อแจก
ในการพิจารณางบประมาณปี 2570 พบว่ามีการของบประมาณเรื่องรถประจำตำแหน่งของประธานสภาผู้แทนราษฎร ปีละ 1 ล้านบาท ซึ่งตนจะไปตรวจสอบอีกครั้งว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะใช้รถอะไร เหตุใดจึงแพงเช่นนี้ การกระทำของนายโสภณหลายอย่างคือ งานรองไม่ใช่งานหลัก เป็นการแถลงผลงานเพื่อโฆษณาชวนเชื่อ ไม่มีประโยชน์ และขอให้กลับมาทำงานฝ่ายนิติบัญญัติ อย่าเสียเวลากับพิธีกรรม
ขอให้นายโสภณได้ส่งเรื่องเอาผิด ป.ป.ช. ต่อไปยังประธานศาลฎีกาด้วย ส่วนกรณีที่นายโสภณยกเลิกการขึ้นเงินเดือนผู้ช่วย สส.และ สว. ตำแหน่งผู้ช่วย สส.ปัจจุบันที่ทำงานจริงๆ ไม่ได้เป็นตำแหน่ง มีเงินเดือนเพียง 15,000 บาท แล้วใครจะมาทำ ไม่เพียงพอสำหรับนักศึกษาจบใหม่ ซึ่งนี่เป็นผลงานของนายโสภณที่คนเขาเกลียดกันทั้งสภา

ที่รัฐสภา “สส.ไอซ์” รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า กมธ.ประชุมพิจารณาโครงการ TH-AI Passport ซึ่งเดิมเข้าใจว่าจะมีการลงทะเบียนในวันที่ 15 ก.ค. ที่ผ่านมา แต่กลับไม่มีการลงทะเบียน กมธ.จึงต้องสอบถามถึงการแก้ไขสัญญา และยังมีความน่าสงสัยอีกหลายประการเกี่ยวกับเรื่องล็อกสเปก
ได้เชิญ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) รวมถึงปลัดกระทรวงดีอี แต่ได้รับแจ้งว่า รมว.ดีอี ติดภารกิจที่ต่างประเทศ ไม่สามารถมาชี้แจงได้ ถือเป็นครั้งที่ 3 แล้ว เราทราบว่าโครงการนี้เปิดให้อินฟลูเอนเซอร์ สายเทคโนโลยี หรือคนที่สนใจเกี่ยวกับโครงการนี้ได้ใช้งานแล้ว สิ่งที่เราต้องโฟกัสกันจริง ๆ คือเรื่องการล็อกสเปกในโครงการ บริษัทถูกตั้งข้อสังเกตว่าทำโครงการนี้ก่อนที่จะมีทีโออาร์เสร็จ
“กมธ.ยังพิจารณาโครงการดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ (NDLP) ที่ผิดปกติ เนื่องจากมีการว่าจ้างที่ปรึกษาเกือบ 500 คน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นเพียงแพลตฟอร์มการเรียนรู้และเนื้อหาประมาณ 5,000 คอนเทนต์ กมธ.จึงได้ขอรายชื่อที่ปรึกษา ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่าจ้างให้ดำเนินโครงการ รวมถึงขอข้อมูลจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แต่กลับไม่ได้รับรายชื่อเหล่านี้มาให้ กมธ. ทั้งๆ ที่ สพฐ. เป็นผู้ว่าจ้าง” น.ส.รักชนก กล่าว
เมื่อถามว่ารัฐบาลมีจุดยืนชัดเจนว่าจะเดินหน้าโครงการ TH-AI Passport ดังนั้นการพิจารณาของ กมธ.จะพิจารณาโดยมีจุดมุ่งหมายอย่างไรต่อจากนี้ สส.ไอซ์ กล่าวว่า “เป้าหมายสูงสุดของเราก็คืออยากให้ยกเลิกโครงการ สิ่งที่เราอาจจะทำได้ในตอนนี้ก็คือทำให้โครงการนี้มีความคุ้มค่ามากที่สุด แต่การเลื่อนลงทะเบียน สะท้อนว่าโครงการอาจถูกออกแบบมาโดยขาดความรอบคอบตั้งแต่แรก ตั้งใจจะทำให้ไม่คุ้มค่า ไม่โปร่งใสตั้งแต่แรกหรือไม่ หากไม่เป็นข่าว ท่านก็จะปล่อยเลยตามเลย กินอิ่มนอนหลับแล้วก็กอบโกยกันฉ่ำเลยหรือไม่”
“ทีมข่าวการเมือง”



