เมื่อวันที่ 15 ส.ค. รศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์ ภาควิชาวิทยาศาสตร์พื้นพิภพ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เขียนบทวิเคราะห์เรื่อง ถอดรหัสแผ่นดินไหวอินโดนีเซีย: ทำความเข้าใจธรรมชาติภัยพิบัติและบทเรียนสำหรับไทย เนื้อหาระบุว่า

เหตุการณ์แผ่นดินไหวในทะเล ประเทศอินโดนีเซีย เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 เวลา 04.58 น. (ตามเวลาในประเทศไทย) สำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาสหรัฐฯ (USGS) ประเมินขนาดได้ 7.7 ที่ความลึกประมาณ 10 กิโลเมตร ซึ่งจัดเป็นแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ แผ่นดินไหวครั้งนี้เกิดจากการเลื่อนตัวแบบรอยเลื่อนย้อนระดับตื้น (shallow reverse faulting) ภายในแผ่นธรณีซุนดา (Sunda Plate) ไม่ใช่ตรงบริเวณร่องลึกก้นสมุทร (subduction zone trench) ที่อยู่ห่างออกไปทางใต้ประมาณ 350 กิโลเมตร บริเวณนี้ได้รับแรงบีบอัดจากการที่แผ่นออสเตรเลียเคลื่อนตัวขึ้นทางเหนือชนกับแผ่นซุนดาด้วยอัตราความเร็วประมาณ 50–70 มิลลิเมตรต่อปี มีงานวิจัยทางธรณีฟิสิกส์ยืนยันตรงกันว่า ระบบรอยเลื่อนย้อนบริเวณนี้มีศักยภาพสูงในการก่อให้เกิดทั้งแผ่นดินไหวขนาดใหญ่และสึนามิท้องถิ่น (Local tsunami) และเคยเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ในบริเวณนี้หลายครั้ง

รศ.ดร.ภาสกร ปนานนท์

ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ

* ความเสี่ยงเรื่องสึนามิ: แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ที่เกิดในทะเลมีศักยภาพทำให้เกิดคลื่นสึนามิได้ แม้คลื่นอาจมีขนาดไม่ใหญ่มาก แต่หากตรงกับช่วงน้ำขึ้นหรือมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ก็อาจทำให้คลื่นมีขนาดใหญ่และรุนแรงขึ้นได้

* ข้อจำกัดของระบบเตือนภัย: เนื่องจากแผ่นดินไหวเกิดใกล้ชายฝั่งมาก ประชาชนจึงมีเวลาน้อยมากในการหนีภัยแม้จะสามารถเตือนภัยได้อย่างรวดเร็วก็ตาม นี่คือข้อจำกัดทางกายภาพที่ระบบเตือนภัยอัตโนมัติไม่สามารถก้าวข้ามได้ หากขาดการเตรียมความพร้อมในการอพยพตามธรรมชาติ ซึ่งต้องอาศัยการฝึกซ้อมอพยพเป็นประจำ

* ขอบเขตการปลดปล่อยพลังงาน: แผ่นดินไหวขนาด 7.7 ไม่ได้เกิดเป็นจุดเดียวเหมือนที่ปรากฏบนแผนที่ แต่ในความเป็นจริง การปลดปล่อยพลังงานจากแผ่นดินไหวครั้งนี้ครอบคลุมระนาบรอยเลื่อน (fault plane) ที่มีขนาดยาวกว่า 90 กิโลเมตร และกว้างกว่า 45 กิโลเมตร ความเข้าใจเรื่องขนาดพื้นที่รอยเลื่อนที่แท้จริงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการประเมินการกระจายตัวของพลังงานสั่นสะเทือนและการขยายตัวของคลื่น

* ขนาด (Magnitude) กับความรุนแรง (Intensity): มักมีความเข้าใจผิดว่าค่าขนาดแผ่นดินไหวสามารถอธิบายความเสียหายได้ทุกพื้นที่ แต่ขนาดของแผ่นดินไหวนั้นมีเพียงค่าเดียวที่บอกถึงปริมาณพลังงานที่ปล่อยออกมา แต่ความรุนแรงของการสั่นสะเทือน (ที่ประชาชนรู้สึกหรือความเสียหายของอาคาร) จะแตกต่างกันไปตามปัจจัยอื่น เช่น ระยะทางจากระนาบรอยเลื่อน สภาพชั้นดินที่ช่วยขยายแรงสั่นสะเทือน และความสอดคล้องระหว่างคาบการสั่นเด่นของพื้นดินกับคาบธรรมชาติของโครงสร้าง (หากตรงกันจะเกิดการสั่นพ้องนำไปสู่ความเสียหายร้ายแรง)

ข้อกังวลเรื่องแผ่นดินไหวใหญ่เกิดขึ้นหลายครั้งในช่วงนี้

เนื่องจากแผ่นดินไหวเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นตามหลัง แผ่นดินไหวขนาด 7.5 ที่เวเนซุเอลา (24 มิ.ย. 2569) และแผ่นดินไหวขนาด 7.4 ที่โคลอมเบีย (10 ส.ค. 2569) เพียงไม่นาน จึงเกิดกระแสความวิตกกังวลว่าเป็นปรากฏการณ์ส่งผ่านความเค้นสะสมข้ามโลกหรือไม่

ในทางแผ่นดินไหววิทยา ยังไม่มีหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์รองรับสมมติฐานดังกล่าว เนื่องจากทั้งสามเหตุการณ์เกิดต่างระบบแผ่นธรณี ต่างความลึก และต่างรูปแบบการเคลื่อนตัว โดยแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่จะกระตุ้นรอยเลื่อนข้างเคียงได้ มักจะมีระยะทางจำกัดเพียง 2–3 เท่าของความยาวระนาบการเลื่อนตัวเท่านั้น การส่งผ่านความเค้นข้ามระยะทางกว่า 18,000–19,000 กิโลเมตร จึงไม่เพียงพอที่จะทำให้เกิดแผ่นดินไหวหลักในอีกซีกโลกได้ สถิติระยะยาวของ USGS ยืนยันว่า โลกมีแผ่นดินไหวขนาด 7.0 ขึ้นไปเกิดขึ้นเฉลี่ย 15 ครั้งต่อปี การเกิดเหตุการณ์ขนาดใหญ่ในเวลาใกล้เคียงกันจึงเป็นเพียง ความผันผวนทางสถิติตามธรรมชาติ เท่านั้น

บทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยควรนำมาถอดบทเรียน

1. การอพยพทันทีของประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยใกล้ชายฝั่ง เมื่อรู้สึกถึงแรงสั่นสะเทือนรุนแรง โดยไม่ต้องรอเสียงไซเรน สำหรับพื้นที่เสี่ยงสึนามิท้องถิ่นและการซ้อมหนีภัยเป็นประจำ

2. การทำความเข้าใจกับธรรมชาติของการเกิดแผ่นดินไหวในประเทศ ว่าสามารถเกิดขึ้นได้ที่ไหนบ้าง และมีโอกาสเกิดความรุนแรงได้มากเพียงใด เพื่อนำไปใช้ในการประเมินพื้นที่เสี่ยงภัย และใช้เป็นข้อมูลในการออกกฎหมายควบคุมการก่อสร้างอาคารต้านทานแผ่นดินไหว

ปัจจุบัน ศูนย์วิจัยแผ่นดินไหวแห่งชาติ ได้ดำเนินงานวิจัยด้านนี้หลายโครงการ ซึ่งได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และ กองทุนส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อช่วยให้ประชาชนมีความปลอดภัยจากแผ่นดินไหวและสึนามิมากยิ่งขึ้น