เมื่อวันที่ 7 พ.ย. พ.ต.อ.สมบัติ ฉ่ำแสง รอง ผบก.ภ.จว.สุราษฎร์ธานี หัวหน้าชุดปฏิบัติ คณะทำงานเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำผิด กรณีบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อประกอบธุรกิจหรือดำเนินกิจกรรมต่างๆ ผิดกฎหมาย จ.สุราษฎร์ธานี พร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิชาต จันทร์สำเร็จ ผกก.สภ.เกาะพะงัน พ.ต.ท.ณัฐพงษ์ ร่มไทร รอง ผกก.สอบสวน สภ.กาญจนดิษฐ์ สนธิกำลังร่วมกับ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำหมายค้นศาลจังหวัดเกาะสมุย เข้าทำการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายต้องสงสัยว่าจะเป็นการประกอบธุรกิจของชาวต่างด้าวจำนวน 3 จุด

โดยจุดแรกเป็นสำนักงาน บริษัท พะงัน ดีเวลลอปเม้นท์ (ไทยแลนด์) จำกัด เลขที่ 171/22 หมู่ 1 ต.เกาะพะงัน อ.เกาะพะงัน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งจากการสืบสวนพบว่าบริษัทดังกล่าวเป็นของนายแอนโธนี่ เจอราร์ด กาย เวอร์โน และ นายคาลิล รูเซม ชาวฝรั่งเศส ที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรับบริหารโครงการวิลล่า ชื่อโครงการ โบโฮ วิลล่า (Boho Villas) หมู่ 1 ต.เกาะพะงัน และโครงการ โบโฮ วิจเลจ (Boho Village) หมู่ 6 ต.เกาะพะงัน โดยในการเข้าตรวจค้น เจ้าหน้าที่ยึดเอกสารหลักฐานต่างๆ รวมถึงคอมพิวเตอร์ เพื่อตรวจสอบ พร้อมทั้งได้เชิญตัวบุคคลที่เกี่ยวข้องมาสอบสวน

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปตรวจสอบโครงการโบโฮลวิลล่า และโบโฮวิลเลจ พบว่าทั้ง 2 โครงการ ก่อสร้างอาคารวิลล่าในรูปทรงเดียวกัน โครงการละ 18 หลัง รวม 36 หลัง และเกือบทุกหลังมีผู้อยู่อาศัย สอบถามเบื้องต้นทราบว่าทั้งหมดเป็นนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวที่เกาะพะงัน และจองเข้าพักในวิลล่าดังกล่าว เฉลี่ยราคาคืนละ 5,000-15,000 บาท จึงได้เชิญตัวนักท่องเที่ยวที่เข้าพักไปสอบสวนปากคำ

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจากผู้ดูแลวิลล่าทั้ง 2 โครงการ ตรงกันว่า เจ้าของโครงการวิลล่า ทั้ง 2 แห่ง คือนายแอนโธนี่ และ นายคาลิล ขณะเจ้าหน้าที่ตรวจค้นควบคุมโครงการก่อสร้างวิลล่าที่อยู่ใกล้กัน เจ้าหน้าที่จึงได้เดินทางไปตรวจสอบ พบว่า กำลังมีการก่อสร้างอาคารวิลล่าในแบบแปลนเดียวกันอีกจำนวน 29 หลัง ซึ่งเบื้องต้นทั้ง 2 ยอมรับว่าเป็นเจ้าของโครงการวิลล่าทั้ง 3 แห่ง จึงเชิญตัวไปสอบสวนปากคำ เบื้องต้นยอมรับว่าให้บริการโรงแรมที่พักโดยไม่มีใบอนุญาต จึงได้แจ้งข้อหา เปิดให้บริการโรงแรมที่พักโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวนเพื่อสอบปากคำและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

อย่างไรก็ตาม จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ พบว่า ชาวฝรั่งเศสทั้ง 2 ราย ได้ร่วมกันเช่าที่ดินของคนไทย เป็นระยะเวลา 30 ปี แล้วนำไปแบ่งแยก ก่อสร้างอาคารวิลล่าให้ชาวต่างชาติเช่าต่อ ในราคาหลังละ 3-7 ล้านบาท ซึ่งชาวต่างชาติที่เช่าต่อจากบริษัทบางส่วนอาศัยอยู่เอง และบางส่วนนำไปปล่อยเช่าให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาในลักษณะรายวัน โดยเจ้าของสัญญาเช่าจะมอบหมายให้ บริษัท พะงัน ดีเวลลอปเม้นท์ (ไทยแลนด์) ซึ่งทั้ง 2 เป็นเจ้าของบริหารจัดการ โดยเรียกเก็บค่าบริหารจัดการในอัตราร้อยละ 20 ซึ่งจากข้อมูลการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ระบุว่า เจ้าของโครงการวิลล่าดังกล่าว มีรายได้จากการให้ชาวต่างชาติด้วยกันเช่าช่วงอาคารวิลล่า และรายได้จากการบริหารจัดการปีละไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบพบว่า โครงการวิลล่า ทั้ง 3 โครงการ มีนายนายแอนโธนี่ เจอราร์ด กาย เวอร์โน และนายคาลิล รูเซม ชาวฝรั่งเศส โดย บริษัท โบโฮวิลล่า ก่อตั้งเมื่อปี 2563 มีหุ้นส่วนชาวไทย 1 ราย ทุนจดทะเบียน 2 ล้านบาท แจ้งวัตถุประสงค์ ประกอบกิจการร้านอาหาร พบรายงานแสดงงบดุลบัญชีล่าสุดปี 67 ว่าถือเงินสดฝากธนาคาร จำนวน 7 แสนบาท และบัญชีลูกหนี้กรรมการยืม จำนวน 1.9 ล้านบาท โดยไม่มีการแสดงทรัพย์สิน หรือหนี้สินอื่น ขณะที่ บริษัท โบโฮ วิลเลจ ก่อตั้งเมื่อปี 65 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท มีหุ้นส่วนชาวไทย 2 คน วัตถุประสงค์เพื่อกิจการให้เช่าที่พัก บ้านพักตากอากาศ รายงานแสดงงบดุลบัญชี ปี 67 มีรายรับ 36 ล้านบาท และบัญชีเงินสด จำนวน 5.9 ล้านบาท และไม่แสดงทรัพย์สิน หรือหนี้สินอื่นๆ เช่นกัน ขณะที่โครงการที่กำลังมีการก่อสร้างอาคารวิลล่า จำนวน 29 หลัง เป็นโครงการของบริษัท โบโฮ เทอร์ราคอตตา ก่อตั้งเมื่อ ธ.ค. 66 ด้วยทุน 4 ล้านบาท วัตถุประสงค์เพื่อบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง และการแสดงงบดุลบัญชีล่าสุดปี 67 ระบุขาดทุน 181,359.87 บาท

มีรายงานด้วยว่า ในการตรวจสอบบุคคลผู้มีสัญชาติไทย จำนวน 4 ราย ที่มีชื่อเป็นกรรมการบริษัททั้ง 3 แห่ง กลับไม่พบข้อมูลการแสดงแบบยื่นเสียภาษีเงินได้ส่วนบุคคลแต่อย่างใด ซึ่งคณะพนักงานสวนอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน เนื่องจากเชื่อว่าจะเป็นการประกอบธุรกิจโดยใช้นอมินีชาวไทย

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวหน่วยงานสรรพากร ได้ระบุว่า ลักษณะการประกอบธุรกิจวิลล่าให้เช่าของชาวต่างชาติ กรณีการเข้าตรวจสอบของคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ ในโครงการโบโฮ ทำให้ประเทศไทยขาดรายได้จากภาษีรวมกันทั้งโครงการประมาณ 95.6 ล้านบาท แยกเป็นภาษีค่าเช่ารายวัน ที่คิดเฉลี่ยราคาคืนละ 7 พันบาท จำนวน 33.6 ล้านบาท ภาษีค่าเช่าระยะยาว เฉลี่ยหลังละ 5 ล้านบาท จำนวน 50 ล้านบาท และภาษีโรงแรมอัตราร้อยละ 5 จำนวน 12 ล้านบาท.