เมื่อวันที่ 15 ก.ค. ได้มีคณะกรรมการสหกรณ์แห่งหนึ่งในพื้นที่อำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด จำนวน 15 คน รวมตัวเข้าร้องศูนย์ประสานงานคณะกรรมการอัยการภาคประชาชน (คอป.) จังหวัดร้อยเอ็ด หลังถูกฟ้องให้ร่วมรับผิดชอบหนี้สินกว่า 52 ล้านบาท ทั้งที่ยืนยันว่าเป็นเพียงผู้ลงนามค้ำประกัน ไม่เคยได้รับเงินหรือมีส่วนร่วมในการเบิกจ่าย พร้อมร้องขอให้อัยการช่วยคุ้มครองสิทธิและตรวจสอบผู้ที่อยู่เบื้องหลังการก่อหนี้ทั้งหมด

โดยมี นายพนม ศรีแสนปาง ที่ปรึกษาคณะกรรมการอัยการภาคประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ด, นายชานนท์ ลิขิตบัณฑูรย์ ประธานคณะกรรมการอัยการภาคประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ด นายทศพร ถนัดค้า นายทวีชัย สารเศวต คณะกรรมการฯพร้อมคณะ รับเรื่องและตรวจสอบเอกสารหลักฐานเบื้องต้น ก่อนประสานสำนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ดเพื่อหาแนวทางช่วยเหลือผู้เสียหาย

ตัวแทนกรรมการสหกรณ์เปิดเผยว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาเกิดจากการที่เจ้าหน้าที่สหกรณ์นำเอกสารมาให้กรรมการลงนาม โดยอ้างว่าเป็นการกู้เงินเพื่อปรับโครงสร้างหนี้ของสหกรณ์ แต่ภายหลังกลับพบว่ามีการกู้เงินรวม 5 สัญญา เป็นเงินกว่า 52 ล้านบาท และกรรมการหลายคนถูกฟ้องร้อง ทั้งที่ไม่เคยรับรู้การเบิกจ่ายหรือได้รับเงินดังกล่าว
ผู้เสียหายยังระบุว่า เอกสารที่นำมาให้ลงนามหลายครั้งไม่มีรายละเอียดในหน้าสัญญา มีเพียงหน้าสำหรับลงลายมือชื่อ และมีการนำเอกสารมาให้เซ็นทั้งที่สำนักงานสหกรณ์และที่บ้านหลายรอบ ส่วนการเบิกจ่ายเงินเป็นเรื่องที่ผู้จัดการสหกรณ์ ประธาน และเหรัญญิก เป็นผู้ดำเนินการ ขณะที่กรรมการส่วนใหญ่ไม่เคยรับทราบรายละเอียด

ต่อมา คณะกรรมการอัยการภาคประชาชนจังหวัดร้อยเอ็ด ได้นำผู้เสียหายเข้าพบ พ.ต.ท.บุณถิ่น วันภักดี อัยการจังหวัดร้อยเอ็ด พร้อม นายโกวิท บาลชายโขง รองอัยการจังหวัด สำนักงานอัยการจังหวัดคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายและการบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ด และ น.ส.ฐิติชญาน์ ม่วงคลา นิติกรชำนาญการ เพื่อรับฟังข้อเท็จจริงและให้คำแนะนำด้านกฎหมาย

พ.ต.ท.บุณถิ่น วันภักดี กล่าวว่า เบื้องต้น ทางสำนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด ต้องขอขอบคุณทางคณะกรรมการอัยการภาคประชาชนที่ได้รับเรื่อง จากพี่น้องประชาชนและหาทางช่วยเหลือ นำเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งสำนักงานอัยการจังหวัดร้อยเอ็ด ก็จะมีสำนักงานอัยการคุ้มครองสิทธิ์ และช่วยเหลือทางกฎหมายและบังคับคดีจังหวัดร้อยเอ็ด ซึ่งจะทําหน้าที่ช่วยเหลือประชาชน อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ โดยกรณีนี้เป็นข้อร้องเรียนที่มีประเด็นเกี่ยวกับการบริหารงานและอาจเกี่ยวข้องกับการทุจริตภายในสหกรณ์ จึงสามารถรับเรื่องไว้เพื่อคุ้มครองสิทธิและดำเนินการไกล่เกลี่ย รวมถึงตรวจสอบข้อเท็จจริงได้

อัยการจังหวัดร้อยเอ็ด ระบุว่า แนวทางหลังจากนี้จะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งอดีตและปัจจุบันเข้าชี้แจง เพื่อตรวจสอบเส้นทางการเงินว่าเงินกู้จำนวนดังกล่าวถูกนำไปใช้โดยใคร หากสามารถติดตามเงินกลับคืนสู่สหกรณ์ได้ ก็จะเป็นแนวทางสำคัญในการนำไปชำระหนี้ ลดผลกระทบต่อกรรมการที่ถูกฟ้องร้อง และหากพบพยานหลักฐานว่ามีผู้กระทำโดยทุจริต หรือแอบอ้างรายชื่อกรรมการไปดำเนินการโดยมิชอบ ก็จะเข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบ และคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ได้รับผลกระทบต่อไป