อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา คือคู่ปรับตลอดกาล ที่ขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือดที่สุดคู่หนึ่งในวงการฟุตบอล

นับตั้งแต่ “หัตถ์พระเจ้า” ของ ดีเอโก มาราโดนา ในรอบ 8 ทีม ฟุตบอลโลก 1986 จนถึงใบแดงของ เดวิด เบคแคม ที่เมืองแซงต์-เอเตียน ในอีก 12 ปีต่อมา
การเผชิญหน้ากันระหว่างทั้งสองประเทศนี้ แทบจะไม่เคยขาดความ “ดราม่า”

แต่ไม่น่าเชื่อว่า อังกฤษ กับ อาร์เจนตินา ไม่ได้เจอกันมานานมาก และนี่จะเป็นการพบกันครั้งแรกในรอบเกือบ 21 ปีของพวกเขา
และสำหรับ ลิโอเนล เมสซี แม้เล่นฟุตบอลมาจนถึงอายุ 39 ขวบ แต่เขาไม่เคยเจอ อังกฤษ เลยสักครั้ง
ดังนั้น เกมรอบตัดเชือก เวิลด์คัพ 2026 ในคืนนี้ จึงรับประกันความมันได้เลย และเตรียมได้เจอกับดราม่าอีกหลายประเด็นแน่นอน
แต่สุดท้ายแล้ว ทีมใดจะคว้าชัย เราไปดูกันครับ
ฟุตบอลโลก 2026 รอบรองชนะเลิศ
อังกฤษ – อาร์เจนตินา
วันที่: พุธที่ 15 กรกฎาคม 2569
เวลา: 02.00 น. (คืนวันพุธต่อเช้าวันพฤหัสบดี)
สนาม: แอตแลนตา สเตเดียม
ถ่ายทอดสด: MONOMAX, MONOMAX SPORTS 29
ทีมชาติอังกฤษ
“สิงโตคำราม” อังกฤษ แชมป์โลก 1 สมัย จบรอบแรกด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม L มี 7 คะแนน จากการชนะ โครเอเชีย 4-2, เสมอ กานา 0-0 และชนะ ปานามา 2-0 จากนั้นรอบ 32 ทีม เฉือน ดีอาร์ คองโก 2-1 ก่อนที่จะเฉือนเจ้าภาพร่วม เม็กซิโก 3-2 ตามด้วยต่อเวลาชนะ นอร์เวย์ 2-1 ทำให้ผ่านเข้ามาลุ้นแชมป์โลกสมัยที่ 2
โธมัส ทูเคิล กุนซือชาวเยอรมัน มีปัญหานักเตะเจ็บ และไม่สมบูรณ์มาตลอดทัวร์นาเมนต์ แต่ก็เข็นลงกันมาได้ตลอด แม้สภาพของแต่ละคนจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ และเกมนี้ จะยังไม่มี จาเรลล์ ควานซา กองหลัง ที่ติดโทษแบน

ตำแหน่งอื่นก็เตรียมขนชุดใหญ่แน่นอน โดยผู้รักษาประตูเป็น จอร์แดน พิคฟอร์ด กองหลังมี มาร์ค เกฮี กับ จอห์น สโตนส์ เป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ แล้วใช้ เอซรี คอนซา กับ นิโก โอไรลีย์ เป็นแบ๊ก 2 ข้าง
แดนกลางใช้คู่เก่งคือ ดีแคลน ไรซ์ กับ เอลเลียต แอนเดอร์สัน คุมเกม ส่วนเกมรุกจัดเต็ม นำโดย จูด เบลลิงแฮม ทำเกมตรงกลาง บูกาโก ซากา ทางขวา และแอนโธนี กอร์ดอน ทางซ้าย ส่วนหน้าเป้าเป็น แฮร์รี เคน หัวหอกกัปตันทีมเหมือนเดิม
ทีมชาติอาร์เจนตินา
“ฟ้าขาว” อาร์เจนตินา แชมป์เก่า คว้าชัยชนะ 3 นัดรวดในรอบแรก ประเดิมด้วยการถล่ม แอลจีเรีย 3-0 ต่อด้วยอัด ออสเตรีย 2-0 และขยี้ จอร์แดน 3-1 ก่อนที่รอบน็อกเอาต์ 32 ทีม ต่อเวลาพิเศษเชือด เคปเวิร์ด สุดหืด 3-2 ต่อด้วยเฉือน อียิปต์ 3-2 และรอบ 8 ทีม ต้องต่อเวลาอีกครั้ง ก่อนเอาชนะ สวิตเซอร์แลนด์ 3-1 ทำให้ยัง มีลุ้นป้องกันแชมป์ และคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 4

ลิโอเนล สกาโลนี กุนซือฟ้าขาว ไม่มีปัญหานักเตะตัวหลักเจ็บเพิ่ม จึงพร้อมจัดเต็ม โดยมี เอมิเลียโน มาร์ติเนซ เป็นผู้รักษาประตู ขณะที่แดนหลังมี คริสเตียน โรเมโร กับ ลิซานโดร มาร์ติเนซ เป็นคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ โดยมี นาฮูเอล โมลินา กับ นิโคลัส ตายาฟิโก เป็นแบ๊ก 2 ข้าง
แดนกลางอยู่ครบทั้ง เลอันโดร ปาเรเดส, อเล็กซิส แม็ค อัลลิสเตอร์, เอ็นโซ เฟร์นานเดซ และ โรดริโก เดอ ปอล ส่วนแดนหน้าใช้ จูเลียน อัลวาเรซ ลงล่าตาข่ายร่วมกับ ลิโอเนล เมสซี ยอดกัปตันทีม ที่ยิงไปแล้ว 8 ประตู แต่นัดที่แล้วไม่ได้ยิง
ความน่าจะเป็นของเกม
นับว่าน่าดูสุดๆ และใส่กันเดือดแน่ เพราะนอกจากจะมีการเข้าชิงบอลโลกเป็นเดิมพัน ยังมีเรื่องของศักดิ์ศรี และความเป็นศัตรูตลอดกาลของทั้งคู่ด้วย ยิ่งทั้ง 2 ทีม มาคราวนี้ คาดเดาอะไรยาก แม้จะยิงได้มาก แต่ก็เสียมาก และต้องลุ้นหนักแทบทุกเกม ทำให้นัดนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ และน่าจะมีประตูเยอะ เพราะทั้ง เมสซี, เคน หรือ จูด กำลังอยู่ในฟอร์ม พร้อมยิงได้ตลอด ขณะที่เกมรับก็ไม่ค่อยดีทั้งคู่

จุดตัดสินจึงอยู่ที่ใครจะนิ่งกว่ากันโดยเฉพาะในแดนหลัง ที่ต้องงัดทุกวิธีมาหยุดเกมรุกคู่ต่อสู้ ดังนั้น สภาพจิตใจ จึงจะมีส่วนในการตัดสินเกม ใครอึดกว่า เดือดกว่า และสู้กว่า มีสิทธิจะเป็นผู้ชนะ รวมถึงความมหัศจรรย์ของคีย์แมนของทั้ง 2 ทีมด้วย นัดนี้ จึงสูสีจริงๆ คาดเดาไม่ออกเลยว่าจะจบยังไง และออกได้ทุกหน้า แต่โอกาสเสมอแล้วไปต่อเวลาหรือยิงจุดโทษก็มีไม่น้อย

ผลที่คาด
อังกฤษ เสมอ อาร์เจนตินา 2-2 (ในเวลา 90 นาที)



