เมื่อวันที่ 7 พ.ย. ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) จัดแถลงข่าว เปิดปฏิบัติการ Cut Down Scam – สยบเครือข่ายค้าข้อมูลส่วนบุคคล พบข้อมูลประชาชนรั่วไหลกว่า 9 ล้านรายชื่อ โดยกระทรวงดีอี ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ มี นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป. และ พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ร่วมแถลงข่าว
นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี กล่าวว่า สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือพีดีพีซี ได้ตรวจสอบการโพสต์ขายข้อมูลส่วนบุคคลบนเฟซบุ๊ก กลุ่มนักการตลาดสายเทา จึงได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจในการสืบสวนทำการสืบสวน และตรวจค้นในพื้นที่ 8 จุด จ.เชียงราย, อุดรธานี, สระบุรี, ปทุมธานี, สมุทรสาคร, ประจวบคีรีขันธ์, ชลบุรี และ ภูเก็ต จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ รวม 6 คน พร้อมของกลาง เครื่องคอมพิวเตอร์ จำนวน 6 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ จำนวน 17 เครื่อง อุปกรณ์สำรองข้อมูล จำนวน 9 เครื่อง สมุดบัญชีธนาคาร จำนวน 7 บัญชี และสิ่งของอื่นๆ จากการขยายผลพบข้อมูลส่วนบุคคลที่ขายจำนวน 9 ล้านรายชื่อ เมื่อตรวจสอบรายชื่อกับผู้ที่แจ้งความออนไลน์ พบมีผู้เสียหายที่รายชื่อตรง 4,630 รายชื่อ มูลค่าความเสียหายรวม 298 ล้านบาท
“ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหาวิธีการแจ้งรายชื่อผู้เสียหายทั้ง 9 ล้านรายชื่อ ให้รับทราบ เพื่อให้ระมัดระวังตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมออนไลน์ และให้ทำการสืบสวนขยายผลเพื่อให้ทราบถึงที่มาของรายชื่อทั้งหมดมาจากส่วนใหญ่ และใครเป็นผู้เกี่ยวข้องให้ดำเนินคดีถึงที่สุด”

นายไชยชนก ชิดชอบ กล่าวต่อว่า การซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคล ที่โยงไปถึงกลุ่มบนเฟซบุ๊ก ทางกระทรวงฯ เตรียมเรียกผู้บริหารบริษัทเมตา เจ้าของแพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก เข้าพบในวันที่ 20 พ.ย.นี้ เพื่อชี้แจงอย่างเป็นทางการถึงเหตุผลที่ปล่อยให้กลุ่มสีเทาใช้แพลตฟอร์มเป็นแหล่งซื้อขายข้อมูลส่วนบุคคลอย่างกว้างขวาง และไม่มีการตรวจสอบ หรือจัดการอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นความผิดร้ายแรง และต้องชี้แจงว่าทำไมถึงปล่อยให้มีการตั้งกลุ่มลับซื้อขายข้อมูล จะมีวิธีการ หรือมาตรการป้องกันอย่างไรบ้าง เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องเล็กแล้ว แต่เป็นปัญหาที่กระทบความมั่นคงของประชาชนทั้งประเทศ
“การพูดคุยกับเฟซบุ๊กครั้งนี้ จะเป็นการหารือโดยตรงระหว่างรัฐบาลไทยกับผู้บริหารระดับภูมิภาคของเมตา เพื่อวางแนวทางร่วมกันในการจัดการและป้องกันปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ที่อาศัยช่องว่างบนแพลตฟอร์ม รวมถึงการควบคุมโฆษณาผิดกฎหมายและกลุ่มพนันออนไลน์ ซึ่งยังพบว่าแพร่ระบาดอยู่ในเฟซบุ๊กอย่างต่อเนื่อง ในการจัดการปัญหาสแกมเมอร์และกลุ่มสีเทา ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดี ที่จะได้คุยกันตรงไปตรงมา ซึ่งเรื่องนี้ก็มีการรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งยิ่งทำให้เมตาถูกกดดันให้ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจัง”

ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวต่อว่า จากการสืบสวนสอบสวนจากผู้ต้องหาในเบื้องต้นพบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลที่นำมาขาย ข้อมูลจะประกอบด้วย ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ หมายเลขโทรศัพท์ บัญชีไอดีแอปพลิเคชันไลน์ บัญชีธนาคาร เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิดออนไลน์ โดยเสนอขายในราคาประมาณ 3,000-5,000 บาท ต่อจำนวน 100,000 รายชื่อ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้สืบสวนโดยล่อซื้อ นำไปสู่การจับกลุ่ม โดยข้อมูลส่วนบุคคลมาจากคอลเซ็นเตอร์ และแอปเงินกู้เถื่อน เว็บพนัน จะมีขยายผลการจับในเฟส 2 และ 3 ต่อไป ซึ่งหากพบว่าใครเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ข้าราชการ หรือเอกชน จะดำเนินคดีถึงที่สุดทั้งหมด
ทั้งนี้กระทรวงดีอี และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอประชาสัมพันธ์ เตือนภัย ขอให้ประชาชนเพิ่มความระมัดระวัง หากต้องมอบข้อมูลส่วนบุคคลของตนเองให้แก่ผู้อื่น ควรตรวจสอบว่าผู้ขอข้อมูลนั้นมีความน่าเชื่อถือเพียงใด หรือข้อมูลที่ได้ไปจะถูกนำไปใช้ในลักษณะผิดกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นการกรอกข้อมูลในเว็บไซต์ หรือผ่านแอปพลิเคชันต่างๆ โดยไม่ว่าผู้ขอข้อมูลจะอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ธนาคาร หรือบริษัทเอกชน ขอให้ตรวจสอบก่อนทุกครั้ง ก่อนที่จะเปิดเผยข้อมูลใด ๆ จนกว่าจะมั่นใจในความถูกต้อง
ทั้งนี้ บุคคลที่ใช้ เก็บรวบรวม ซื้อ หรือจำหน่าย ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามกฎหมาย อัตราโทษ จำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตาม พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2568 มาตรา 11/2



