ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานเงินบาทสัปดาห์ที่ผ่านมาเคลื่อนไหวในกรอบแคบ ก่อนจะฟื้นตัวแข็งค่ากลับมาท้ายสัปดาห์ตามทิศทางทองคำตลาดโลกและกระแสเงินทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทย

เงินบาทอ่อนค่าลงตามทิศทางของสกุลเงินในภูมิภาค ขณะที่เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นสอดคล้องกับบอนด์ยีลด์สหรัฐ เนื่องจากตลาดทยอยปรับลดโอกาสความเป็นไปได้ (Probability) ของการลดดอกเบี้ยของเฟดในเดือน ธ.ค. ลง ประกอบกับมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากตัวเลข PMI ภาคการผลิตของสหรัฐ เดือน ต.ค. ที่ออกมาดีกว่าที่คาด

อย่างไรก็ดี แรงหนุนเงินดอลลาร์ ชะลอลงในช่วงกลาง-ปลายสัปดาห์ตามการปรับตัวลงของบอนด์ยีลด์สหรัฐ ท่ามกลางความกังวลต่อผลกระทบทางเศรษฐกิจ เนื่องจากภาวะชัตดาวน์ที่ยาวนานของสหรัฐ ประกอบกับมีความไม่แน่นอนในประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของ ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ ในการเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก (ศาลฎีกาสหรัฐ ยังไม่ประกาศคำตัดสินและกระบวนการพิจารณาอาจต้องดำเนินต่อไปในช่วงหลายเดือนข้างหน้า) ขณะที่ เงินบาทพลิกแข็งค่ากลับมาตามแรงซื้อสุทธิพันธบัตรไทยของต่างชาติ และการปรับตัวกลับมายืนเหนือระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ของราคาทองคำในตลาดโลก

ในวันศุกร์ที่ 7 พ.ย. 2568 เงินบาทปิดตลาดในประเทศที่ 32.32 บาทต่อดอลลาร์ เทียบกับระดับ 32.34 บาทต่อดอลลาร์ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (31 ต.ค.) สำหรับสถานะพอร์ตการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติระหว่างวันที่ 3-7 พ.ย. 2568 นั้น แม้นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทย 1,265 ล้านบาท แต่มีสถานะอยู่ในฝั่ง Net Inflows เข้าตลาดพันธบัตรไทยถึง 8,227 ล้านบาท (ซื้อสุทธิพันธบัตร 8,232 ล้านบาท หักตราสารหนี้หมดอายุ 5 ล้านบาท)

สัปดาห์ระหว่างวันที่ 10-14 พ.ย. 2568 ธนาคารกสิกรไทยมองกรอบการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทที่ระดับ 32.10-32.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ฟันด์โฟลว์ของต่างชาติ ทิศทางค่าเงินเอเชียและราคาทองคำในตลาดโลก

ส่วนปัจจัยต่างประเทศอื่น ๆ ที่ต้องติดตาม ประกอบด้วย สถานการณ์การชัตดาวน์ของสหรัฐ และถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่เฟด นอกจากนี้ ตลาดยังรอติดตามตัวเลขจีดีพีไตรมาส 3/2568 ของยูโรโซน และเครื่องชี้เศรษฐกิจจีนเดือน ต.ค. (อาทิ ยอดปล่อยกู้ใหม่สกุลเงินหยวน การผลิตภาคอุตสาหกรรมและยอดค้าปลีก) ด้วยเช่นกัน