วันที่ 9 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ว่ายังคงอยู่ในภาวะวิกฤติ หลังเขื่อนเจ้าพระยา จังหวัดชัยนาท ปรับเพิ่มการระบายน้ำลงสู่ท้ายเขื่อนในอัตรา 2,800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ส่งผลให้ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และคลองสาขาต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง น้ำไหลเข้าท่วมบ้านเรือนริมตลิ่ง บางพื้นที่น้ำท่วมสูงถึงชั้นสองของบ้าน และบางหลังเกือบมิดหลังคา

โดยเฉพาะพื้นที่ ตำบลท่าดินแดง อำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ถูกน้ำท่วม 100 เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงที่ทำการ อบต.ท่าดินแดง และถนนสายหลักหมายเลข 3454 เสนา–ผักไห่ ที่ยังพอใช้ได้ เพื่อใช้เป็นศูนย์กระจายความช่วยเหลือให้ประชาชนในพื้นที่

นายณัฐธร มงคลร้อย นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าดินแดง เปิดเผยว่า ปัจจุบันทั้ง 8 หมู่บ้านกว่า 600 ครัวเรือนในตำบลถูกน้ำท่วมทั้งหมด ชาวบ้านต้องอาศัยเรือสัญจรเข้าออก บางหลังต้องอพยพไปอยู่บ้านญาติ ขณะที่หลายครอบครัวยังคงอยู่กับน้ำมานานกว่า 4 เดือน

นายณัฐธร ระบุว่า แม้จะได้รับเงินเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท แต่เมื่อนำมาเฉลี่ยกับระยะเวลาที่ต้องอยู่ในน้ำยาวนาน ถือว่าน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความเดือดร้อน ทั้งรายได้ที่ขาดหาย และค่าใช้จ่ายในการซ่อมบ้านหลังน้ำลด

“ชาวบ้านไม่ได้ต้องการเงินเยียวยา 9,000 บาท แต่ต้องการแนวทางแก้ปัญหาระยะยาว อย่าให้ต้องอยู่กับน้ำทุกปี” นายณัฐธร กล่าว พร้อมย้ำว่า การบริหารจัดการน้ำควรเป็นธรรมและยั่งยืน หากพื้นที่นี้เป็น “ทุ่งรับน้ำ” จริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบริหารจัดการให้ถูกต้อง ไม่ปล่อยให้น้ำกักขังในบ้านเรือนจนประชาชนเดือดร้อนซ้ำซาก

ชาวบ้านในพื้นที่สะท้อนว่า ตอนนี้แทบไม่มีพื้นดินให้ยืน ต้องอยู่ในบ้านท่ามกลางน้ำที่ล้อมรอบทุกทิศทาง ออกเข้าทางหน้าต่างเพื่อรับถุงยังชีพจากเจ้าหน้าที่ ความทุกข์ไม่ได้มีแค่เรื่องความเป็นอยู่ แต่รวมถึง ภาวะเครียดสะสม โดยเฉพาะผู้สูงอายุและคนป่วยที่ต้องอยู่กับน้ำมานานโดยไม่รู้ว่าวิกฤตินี้จะจบเมื่อใด

“ปีนี้น้ำสูงกว่าทุกปี แทบเท่าปี 2554 แล้ว แต่การช่วยเหลือยังไม่เพียงพอ” ชาวบ้านรายหนึ่งกล่าวด้วยน้ำตา

สถานการณ์ขณะนี้ยังน่าห่วง ระดับน้ำมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก หากไม่มีการระบายน้ำลงทุ่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ จ.พระนครศรีอยุธยา อาจต้องเผชิญวิกฤติซ้ำรอยปีมหาอุทกภัยอีกครั้ง