เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 10 พ.ย. ที่พารากอนซีนีเพล็กซ์ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ได้มีการพูดคุยกับพรรคประชาชนแล้วหรือไม่ เพราะล่าสุด น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน มองว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในรัฐบาลนี้ ยังไม่ร้ายแรงพอ ว่า มีการนัดคุยกันอย่างไม่เป็นทางการกับนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะไปนั่งคุยกันเร็วๆ นี้ แต่ขอไม่บอกวันกับสื่อมวลชน คงจะคุยกันหลายเรื่อง ทั้งการแก้ไขกรอบรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยื่นญัตติต่างๆ ที่จะต้องมาคุยกันว่างานสภาจะร่วมมือกันได้อย่างไร

นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ส่วนที่ น.ส.ศิริกัญญา พูดก็ไม่ได้แปลกใจอะไร เพราะสัญญาณความใกล้กันของพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยก็มีมาสักพักแล้ว ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจอะไรนัก เพียงแต่เป็นห่วง เนื่องจากจริงๆ แล้วกระบวนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากมีอะไรที่เกิดข้อสงสัยว่าจะเกิดความเสียหายกับประเทศ กระบวนการในการตรวจสอบของฝ่ายค้านอย่างตนคงอยู่ไม่ได้ พวกตนมีเสียงเกินกว่า 100 เสียงอยู่แล้ว ประเด็นนี้คงพิจารณากันภายในพรรคก่อน แต่หากจะมีการยื่นจริงๆ ก็ต้องหารือร่วมกันว่าพรรคประชาชนคิดเห็นอย่างไร เพราะที่ฟังมาเป็นเพียงแค่ความเห็นของ น.ส.ศิริกัญญา คนเดียว ไม่ได้หมายรวมถึงผู้นำฝ่ายค้านด้วย ต้องฟังความเห็นให้รอบด้านว่าทุกคนคิดเห็นตรงกันหรือไม่ เพราะจากข่าวก็ยังมีความไม่ชัดเจน น.ส.ศิริกัญญา บอกว่าไม่มีความเสียหาย ในขณะที่นายรังสิมันต์ โรม และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.พรรคประชาชน ตรวจสอบเรื่องสแกมเมอร์บอกว่ามีความเสียหายเยอะแล้ว เช่นเดียวกับนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ก็บอกว่าจะยื่นหากไม่มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ดังนั้นตรงนี้อยากให้พรรคประชาชนไปทำให้เกิดความชัดเจน ลองคุยกันก่อนแล้วนำมาหารือกับตนในวันที่พบกัน จะได้รู้ทิศทางว่าพรรคประชาชนคิดอย่างไร 

นายจุลพันธ์ กล่าวต่อว่า เรื่องความเสียหาย เช่นเรื่องปัญหาการฮั้ว สว. เรื่องเขากระโดง จะบอกว่าไม่เกิดความเสียหายกับประเทศก็ไม่ได้ ขึ้นอยู่กับพรรคประชาชนเชื่อหรือไม่ ว่ามีความผิดปกติในกระบวนการคัดเลือกสว. หรือความผิดปกติในการถือครองพื้นที่เขากระโดงต้องไปพิจารณา 

เมื่อถามว่า หากสองพรรคเห็นต่างกันเพื่อไทยจะยื่นด้วยตัวเองหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า ถูกต้อง เราไม่ได้ยืนอยู่ภายใต้ข้อจำกัด เราเป็นพรรคฝ่ายค้าน ไม่ได้อยู่ร่วมในกระบวนการทำ MOA จึงไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของการเลือกนายกฯ หรือ MOA ใดๆ การตัดสินใจของเราเป็นอิสระ ต้องดูประโยชน์สูงสุด ดูความพร้อมของข้อมูลที่มี และความเสียหายที่เกิดกับประเทศว่าจะดำเนินการอย่างไร 

เมื่อถามว่า ต้องรอให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผ่านวาระ 3 ก่อนยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจหรือไม่ นายจุลพันธ์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยที่พรรคคำนึงถึง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องรอหรือไม่ เพราะกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญในสัดส่วนพรรคเพื่อไทย ก็มีการพูดคุยว่าอยากให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และต้องดูความจริงใจของรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภาเสียงส่วนใหญ่ ว่ามีความตั้งใจในการแก้ไขจริงหรือไม่ ตนเคยให้สัมภาษณ์แล้วว่าส่วนตัวไม่เชื่อว่าเขามีความตั้งใจในการแก้ ซึ่งกระบวนการในชั้นกรรมาธิการก็ล่าช้า สิ่งที่เราเรียกร้องคือขอให้มีการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ตั้งแน่วันที่ 19-20 พ.ย. ซึ่งก็มีทีท่าว่าจะไม่ได้รับการสนอง จะไปเปิดในวันที่ 8-10 ธ.ค. จะทำให้ล่าช้าออกไป เพราะต้องเพิ่มอีก 15 วัน ถึงจะลงมติในวาระ 2 ได้ และปลายเดือน ธ.ค. ถึงจะลงมติในวาระ 3 ได้ ซึ่งวันที่ลงมติจะเป็นวันที่ชัดที่สุดว่าสุดท้าย สว. และ สส.ฝ่ายรัฐบาลเห็นชอบกับการแก้ไขหรือไม่