เมื่อวันที่ 11 พ.ย. พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิ กล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีต รอง ผบ.ตร. แฉองค์กรสีกากีเกี่ยวข้องสแกมเมอร์และไม่ได้รับความเป็นธรรมในการดำเนินวินัยของ ผบ.ตร. และ ก.ตร. ว่า ขอปฏิเสธอย่างหนักแน่นว่าไม่ได้ถูกใครครอบงำหรือสั่งการ ก.ตร.ไม่ได้เป็นเครื่องมือของ ผบ.ตร. ประเด็นเรื่อง 2 มาตรฐาน ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาและวินัย สถานะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล อดีต ผบ.ตร. แตกต่างกัน เนื่องจากผู้มีอำนาจสั่งลงโทษรอง ผบ.ตร. คือ ผบ.ตร. แต่ผู้มีอำนาจสั่งลงโทษ ผบ.ตร. คือ นายกรัฐมนตรี ส่วนในคดีอาญากรณี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ถูกส่งไป ป.ป.ช. ตั้งแต่แรก กรณีของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ตำรวจสอบสวนเองเบื้องต้น และออกหมายจับ

พล.ต.อ.เอก กล่าวต่อว่า กรณี พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ยังไม่ได้มีการชี้มูลความผิดทางวินัยจาก ก.ร.ตร. ตามที่สังคมเข้าใจ แต่เป็นเพียงมติให้แจ้งข้อกล่าวหา ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาต้องมาชี้แจงตามกระบวนการก่อน ส่วนเอกสารร้องเรียนที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ส่งมามีการดำเนินการตรวจสอบแล้ว แต่เป็นไปอย่างล่าช้าจริง เนื่องจากมีการเปลี่ยนประธานคณะกรรมการตรวจสอบถึง 4 คน

พล.ต.อ.เอก กล่าวยืนยันว่า การตัดสินสุดท้ายในคดีวินัยจะอยู่ที่คำวินิจฉัยของศาลปกครองสูงสุด ซึ่งหาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไม่มีความผิดจริง สามารถทวงสิทธิและฟ้องร้องเอาคืนผู้ที่กลั่นแกล้งได้ทั้งหมด ซึ่งในเรื่องนี้ตนเองและ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง ก.ตร.ผู้ทรงคุณวุฒิ และนายกสมาคมตำรวจเห็นตรงกันว่า เพื่อให้องค์กรตำรวจดีขึ้น ผู้มีอำนาจต้องกล้าที่จะเชือดไก่ให้ลิงดู และจัดการผู้กระทำผิดอย่างจริงจังและเด็ดขาด.