การที่ประเทศไทยประกาศเร่งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ให้เร็วขึ้นถึง 15 ปี โดยกำหนดเส้นตายใหม่เป็นภายในปี พ.ศ. 2593 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นในการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ก่อนที่การประชุม COP30 จะมาถึงในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่นี้ย่อมมาพร้อมกับความท้าทายและต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงจากปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘สินทรัพย์สูญค่าในอนาคต’ (Stranded Assets) ซึ่ง ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (KResearch) เตือนว่าอาจเป็นอุปสรรคสำคัญที่บั่นทอนการบรรลุเป้าหมายของประเทศ หากไม่มีการรับมืออย่างเป็นระบบ

สินทรัพย์สูญค่าฯ ที่ว่านี้ หมายถึงสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีหรือกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนสูง ซึ่งอาจสูญเสียมูลค่าในอนาคตจนส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero นั้นหมายถึงการยุติการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในที่สุด ซึ่ง KResearch ย้ำว่า 3 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ พลังงาน การขนส่ง และการผลิต ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงถึง 70-80% ของประเทศ จะได้รับผลกระทบมากที่สุด หากบริษัทต่างๆ ไม่เร่งปรับตัว อาจต้องเผชิญกับการตัดมูลค่าสินทรัพย์ในงบดุล และอัตราส่วนสินเชื่อต่อหลักประกัน (LTV) อาจลดลง จนกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงินได้

ในภาคพลังงาน Climate Finance Network Thailand ประเมินว่า กำลังการผลิตไฟฟ้ามูลค่าระหว่าง 360-530 พันล้านบาท อาจกลายเป็นสินทรัพย์สูญค่าภายในปี 2593 เนื่องจากโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไม่สามารถเดินเครื่องได้หลังมีนโยบายห้ามใช้ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติ แม้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) ไทยจะตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเป็น 51% ภายในปี 2580 และมีเป้าหมายเลิกใช้ถ่านหินภายในปี 2593 แต่ในขณะเดียวกันยังคงอนุญาตให้มีการติดตั้งโรงไฟฟ้าก๊าซใหม่ถึง 6,300 เมกะวัตต์จนถึงปี 2579 ซึ่งโรงไฟฟ้าเหล่านี้มีอายุการใช้งานยาวนานและต้องใช้เวลาคืนทุนหลายสิบปี จึงอาจสร้างภาระสินทรัพย์ค้างในระบบภายหลังปี 2593 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยจึงเสนอให้ภาครัฐปรับทิศทางของแผน PDP โดยลดการลงทุนในโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ และหันไปเร่งสนับสนุนพลังงานสะอาด อาทิ โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ลอยน้ำ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS)

นอกจากนี้ ภาคขนส่งก็กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ เนื่องจากประเทศไทยมีรถยนต์จดทะเบียนกว่า 20.2 ล้านคัน ซึ่งปัจจุบัน 98.8% ยังคงเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) เพียง 1.2% เท่านั้น หากต้องการทดแทนรถยนต์เหล่านี้ให้ทันเวลา ประเทศไทยจำเป็นต้องมียอดขายรถยนต์เฉลี่ยปีละ 8 แสนคัน ซึ่งยอดขายจริงในปัจจุบันอยู่ที่ราว 6 แสนคันต่อปี หมายความว่าแม้จะขาย BEV ทั้งหมดก็ยังไม่เพียงพอต่อการเปลี่ยนผ่าน รัฐบาลจึงต้องเร่งขยายมาตรการจูงใจให้ครอบคลุมและต่อเนื่อง เช่น การต่ออายุและขยายผล ‘EV 3.5’ ภายใต้โครงการ 30@30 รวมถึงต้องมีมาตรการลดจำนวนรถ ICE บนถนนอย่างเป็นรูปธรรม

ขณะที่ในภาคการผลิต อุตสาหกรรมหลักอย่างปูนซีเมนต์ เคมีภัณฑ์ และสารทดแทนที่ไม่ทำลายโอโซน ยังคงมีการปล่อยคาร์บอนสูง แม้ว่าหลายภาคส่วนจะเริ่มขยับตัวแล้ว เช่น การจัดทำ Net Zero Cement and Concrete Roadmap 2050 หรือการที่บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) ตั้งเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2593 ทว่าอุปสรรคใหญ่ยังคงอยู่ที่เครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานยาวและยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลอยู่มาก ดังนั้น ประเทศไทยจึงต้องเร่งพัฒนาและนำเทคโนโลยีใหม่มาใช้ เช่น การใช้ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) วัตถุดิบชีวภาพ (Bio-feedstock) และเตาหลอมไฟฟ้า (Electric Arc Furnace) พร้อมกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น เช่น ระบบท่อส่งไฮโดรเจน และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อภาคการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้เสนอแนวทางหลักไว้ 2 แนวทาง โดยประการแรก คือ การเปลี่ยนแผนลงทุนไปสู่เทคโนโลยีคาร์บอนต่ำ (Decarbonization Investment) ด้วยการหลีกเลี่ยงการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีแนวโน้มด้อยค่า พร้อมกำหนดช่วงเวลาสิ้นสุดการใช้งานของสินทรัพย์ที่ปล่อยคาร์บอนสูงอย่างชัดเจน เช่น การกำหนดห้ามจดทะเบียนรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในใหม่หลังปี 2578 เพื่อให้ตลาดและผู้บริโภคมีเวลาเตรียมพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นขั้นเป็นตอน ส่วนแนวทางที่สอง คือ การปรับใช้หรือใช้ประโยชน์จากสินทรัพย์เดิมในรูปแบบใหม่ (Repurposing) ตัวอย่างที่น่าสนใจคือกรณีของ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่ปรับโรงกลั่นน้ำมันให้รองรับการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับอากาศยานยั่งยืน (SAF) หรือการปรับพื้นที่โรงไฟฟ้าถ่านหินให้เป็นสถานีเก็บพลังงานแบตเตอรี่แทน