States of Stillness นิทรรศการที่ท้าทายความเชื่อที่ว่า “ความเงียบคือความว่างเปล่า” แต่กลับเป็น “การปรากฏตัวที่ลึกซึ้ง” ของอารมณ์ที่กำลังเผยออกมาอย่างช้าๆ ผ่านผลงานของ 4 ศิลปินรุ่นใหม่

นิทรรศการนี้เปรียบเสมือนการบำบัดทางสายตา ที่ชวนให้เรา ‘หยุด’ การเคลื่อนไหวภายนอก เพื่อรับรู้ถึง ‘การเคลื่อนไหว’ ภายในจิตใจ ความนุ่มนวล ความช้า และความละเอียดอ่อน คือหัวใจหลักที่ขับเคลื่อนผลงานทั้งหมด การสื่อสารที่นุ่มนวลผ่านสีพาสเทล เส้นสายอันประณีต การเล่นกับแสงและเงา คือพลังที่ทรงอำนาจที่สุดที่นิทรรศการนี้มอบให้

ทำความรู้จักกับ 4 ศิลปิน และ ‘แรงบันดาลใจ’ แห่งความนิ่งงัน

  1. Aimi Kaiya – เอมิ ไคยะ

จาก “นักจิตวิทยา” สู่ “ศิลปินระดับโลก” สาวผู้เปลี่ยนงานอดิเรกให้เป็นแรงขับเคลื่อนที่ทรงพลัง!

เอมิ เริ่มต้นจากการเรียน “จิตวิทยาคลินิก” ก่อนพบว่าเส้นทางนั้นไม่ใช่ตัวเธอ ก่อนเบนเข็มสู่การเป็น “นักพัฒนาผลิตภัณฑ์” แต่สิ่งที่เธอทำเป็นงานอดิเรกมาตลอดคือ “การวาดภาพ”

ช่วงโควิด-19 คือจุดเปลี่ยน! เธอตัดสินใจโพสต์ผลงานลง Instagram ปรากฏว่า มีคนติดต่อมาขอซื้องานจริงๆ

การเป็นศิลปินอาชีพไม่ใช่เรื่องง่าย เอมิ เริ่มมองหาเวทีระดับสากล และไปพบกับงานประกวด Chianciano Biennale 2022 ที่ประเทศอิตาลี ซึ่งเปิดกว้างสำหรับทุกคน และผลงานที่ชื่อว่า “Romance in Venice” ก็พาเธอไปสู่จุดสูงสุด

เอมิ ไคยะ กลายเป็นศิลปินหญิงไทยคนแรกและคนเดียวที่คว้ารางวัล First Place Award ในสาขา Abstract Work นี่คือการเปิดตัวที่งดงาม และเป็นใบเบิกทางสู่ London Art Biennale 2023 ทำให้เธอเป็นที่รู้จักในแวดวงนักสะสมและนักวิจารณ์งานศิลป์ระดับโลก

สไตล์งานของเอมิคือ Abstract Impressionism (นามธรรมที่เน้นการแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึก) เธอชอบทดลองกับสี เส้น สัญลักษณ์ และเทคนิคใหม่ๆ โดยเชื่อว่า “ศิลปะคือการสร้างสรรค์ที่ทรงพลัง ไม่เพียงแค่ในเชิงสุนทรียศาสตร์ แต่ยังปลอบโยนหัวใจ และเติมพลังบวกแก่ผู้ได้รับชม”

สำหรับเอมิ ศิลปะคือ “จิตวิญญาณที่ขับเคลื่อนสังคม” ซึ่งแม้ศิลปินจะจากไปแล้ว งานของพวกเขาก็ยังคงส่งอิทธิพลต่อคนรุ่นถัดไปเรื่อย ๆ

นิทรรศการครั้งนี้ เอมิ นำผลงานมาแสดง 7 ชิ้น เป็นงานที่มีความมินิมอลมากกว่าทุกครั้ง แสดงถึงดอกไม้ไร้รูปชัดเจนผลิบานอยู่ในภูมิทัศน์สีสันอันซับซ้อน ชิ้นที่โดดเด่นคือชิ้นที่ติดอยู่ตรงเคาน์เตอร์เช็กอินของโรงแรม เป็นภาพกระเบื้องสีฟ้าใต้ก้นสระน้ำที่มีความพลิ้วไหว บิดเบี้ยวจากการหักเหของแสงและน้ำ นอกจากนั้น ยังมีชิ้นที่ได้แรงบันดาลใจจากเปลือกไม้ และอีกหนึ่งชิ้นที่ประดับอยู่บนชั้นลอย ที่ต้องเดินผ่านบันไดวนขึ้นไปชม เป็นงานที่ เอมิ ใช้เวลาสร้างนานที่สุด เป็นงานที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงในโบสถ์

  1. Chayapong Charuvastr – ชยพงศ์ จารุวัสตร์

ชยพงศ์ จารุวัสตร์ คือศิลปินไทยที่มีความโดดเด่นเรื่องการใช้สีพาสเทล ส่งผ่านมวลอารมณ์และความรู้สึกเพื่อสื่อสารกับคนอื่น

งานของเขาจะสะท้อนความคิดผ่านภาพแลนด์สเคป ในโทนสีมินิมัล เพื่อให้ทุกคนได้สัมผัสความสงบ นิ่ง และปล่อยวาง

นิทรรศการครั้งนี้ ชยพงศ์ นำผลงานมาแสดง 2 ชิ้น งานของเขามีความโดดเด่นที่การเว้นสเปซเอาไว้รอบๆ วัตถุที่เป็นชิ้นหลักในงาน ชยพงศ์ เล่าให้ฟังว่าการลงสีแบ็คกราวด์ของเขา ใช้การเพ้นท์มือล้วนๆ ไม่มีการใช้เครื่องมือใดๆ มาช่วยทั้งสิ้น ซึ่งเป็นงานที่ยากและต้องใช้พลังงานมหาศาลมาก จะพลาดไม่ได้เลย

  1. Jiratchaya Pripwai – จิรัชยา พริบไหว

จิรัชยาเป็นศิลปินจากเชียงใหม่ที่เชี่ยวชาญด้านจิตรกรรม และมักใช้ “เส้น” (Lines) เป็นองค์ประกอบพื้นฐานในการสร้างสรรค์งานศิลปะนามธรรม เปรียบเสมือนการบันทึกเรื่องราวในชีวิต เรียบง่ายด้วยวิธีการทำงานเฉพาะตัว หากแต่ขั้นตอนการทำงานของเธอเกิดขึ้นเพื่อทบทวน ถ่ายทอด สภาวะเรื่องราว รวมไปถึงเหตุการณ์ นับร้อยนับพันที่เกิดขึ้นกับเธอตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผลงานของจิรัชยา ไม่ได้เป็นเพียงการตรวจสอบสภาวะภายในของตนเองเพื่อให้อยู่กับปัจจุบันขณะ หากแต่เป็นพื้นที่ๆ เธอเปิดเอาไว้ให้ผู้ชมเข้ามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือเรื่องราวที่ผ่านมา ก่อนจะเก็บเอาไว้เป็นความทรงจำที่ประทับใจ ราวกับว่ากระบวนการทางศิลปะนั้นได้ช่วยบำบัด เยียวยา และฟื้นคืนความสมดุลให้กับจิตใจของเธอและยินดีที่จะแบ่งปันเรื่องราวเหล่านี้ให้กับผู้ชม

นิทรรศการครั้งนี้ จิรัชยา นำผลงานมาแสดง 6 ชิ้น เป็นงานที่มีความเป็นเอกลักษณ์สูงมาก เป็นชิ้นงานที่เธอไม่ได้วางแผนมาก่อน หยิบปากกาสีน้ำเงินขึ้นมา จากนั้นก็เข้าสู่ญาณสมาธิค่อยๆ วาดรูปทรงซ้ำๆ ไปเรื่อยๆ ที่เมื่อนำมาทักถอสานต่อกันจะมีลักษณะคล้ายแห เป็นงานที่น่าทึ่งมาก เมื่อได้มองก็จะรู้สึกสงบอย่างบอกไม่ถูก

  1. Praween Piangchompu – ประวีณ เปียงชมภู

ประวีณเป็นศิลปินรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงในด้านภาพพิมพ์ (Printmaking) โดยเฉพาะเทคนิค Woodblock ที่มีความละเอียดอ่อนมาก

เขาได้รับแรงบันดาลใจจากการสังเกตภายในอารมณ์ความรู้สึก และความอ่อนไหวส่วนบุคคล โดยผลงานมักจะมุ่งเน้นการนำเสนอ “พื้นที่ทางกายภาพที่สัมพันธ์กับความว่างเปล่า”

การใช้เทคนิคการขัดถู และไล่เฉดสีที่ละเอียดอ่อนในงานพิมพ์ ทำให้ขอบเขตระหว่างรูปทรงและความว่างเปล่าพร่าเลือน จนเกิดความรู้สึกของบรรยากาศ ซึ่งเป็นการนำเสนอ “ความนิ่ง” ในรูปแบบของความคิดที่เคลื่อนไหว เหมือนบทกวีในจินตนาการ

นิทรรศการครั้งนี้ ประวีณ นำผลงานมาแสดง 4 ชิ้น เป็นงานภาพพิมพ์จากไม้ที่มีดีเทลละเอียดมากๆ จนเหมือนภาพเพ้นท์ ผ่านการพิมพ์ทีละเลเยอร์ ไล่เฉดสีอย่างละเอียดจนได้ชิ้นงานที่น่าทึ่ง

แวะไปหยุดพัก หายใจ และสำรวจการเคลื่อนไหวที่ปรากฏขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปในห้วงเวลาของ “ความนิ่ง” ได้ตลอดเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคมนี้!

States of Stillness – สภาวะแห่งความนิ่งงัน
10 10 Art Space, The StandardX, Bangkok Phra Arthit
เข้าชมฟรี! วันที่ 1 พฤศจิกายน – 31 ธันวาคม 2568