ท่ามกลางกระแสดราม่า ทำลายบรรยากาศท่องเที่ยว ย้อนแย้งพฤติกรรมการบริโภค ส่อเป็นช่องทางหาผลประโยชน์ จากความไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ อีกมุมมองน่าสนใจเมื่อพูดถึงการดื่ม คือ ปัญหาเมาขับ
“ทีมข่าวอาชญากรรม” สอบถามความเห็นกับนักวิชาการเกี่ยวกับปัญหาอุบัติเหตุทางถนน นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน(ศวปถ.) ถึงมุมมองต่อดราม่าดื่มได้ตามเวลาขาย โดยยกตัวอย่างการบริหารจัดการของต่างประเทศที่น่าหยิบมาปรับใช้ได้ คือ มาตรการให้ลูกค้ารู้เวลาสั่ง“ออเดอร์”สุดท้ายก่อนหยุดเสิร์ฟ หรือเรียกกันว่า Last call ที่หลายประเทศมีกฎหมายควบคุมเพื่อจำกัดปัญหา ดื่มหนัก เสียงดัง กระทั่งอุบัติเหตุ
นอกจากนี้ ยังมี Consumption period หรือ ระยะเวลาที่ให้ดื่มต่อได้ แม้ร้านหยุดขายแล้ว เพื่อลดการรีบดื่ม หรือช่วยให้มีเวลาพักก่อนกลับ

อาทิ สหรัฐฯ แต่ละรัฐจะมี Last call ต่างเวลากันในแต่ละรัฐ โดยจะอยู่ประมาณช่วงตี 2-ตี 4 หลังเวลาขายต่อจะมีกำหนดเวลาในแต่ละรัฐ แต่ละพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่กำหนดไว้ไม่เกิน 45 นาที
ขณะที่แคนาดา Last call ที่ 01.45 น. ห้ามเสิร์ฟหลัง 02.00 น. และมีเวลาให้นั่งดื่มต่อได้ 45 นาที ส่วนอังกฤษ หยุดขายเวลา 23.00 น. นั่งต่อได้อีก 20 นาที เป็นต้น
นพ.ธนะพงศ์ เปรียบ Last call ในต่างประเทศ เทียบให้เข้าใจง่ายเในไทยคือ “ครัวปิด” หมายความว่าถึงเวลาครัวปิดแล้วจะไม่สามารถออเดอร์ได้ ซึ่งต้องมาพิจารณาว่าในไทยควรกำหนดแค่ไหน หลังออเดอร์สุดท้ายจะให้เวลาดื่มต่ออีกเท่าไหร่ เชื่อว่าเป็นเรื่องที่สามารถนำมาออกแบบ เพื่อปรับให้เข้ากับบริบทได้ และเป็นแนวทางที่เป็นสากล
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่าต่างประเทศจะมีการจัดโซนนิ่ง และพื้นที่การดื่มที่ ซึ่งมักมีระบบขนส่งหรือการเดินทางที่สอดรับ มีการกำกับที่ดีตั้งแต่ต้นน้ำที่มีการขาย ส่วนกลางน้ำก็เข้มงวดโดยด่านตรวจ ที่คนขับเองจะรู้ว่าฝืนขับไปก็ไม่รอดโดนตรวจ เช่น ระบบ Random breath-testing หรือ RBT ซึ่งจะเชื่อมโยงทั้งการตรวจเมาขับ การกระทำความผิดซ้ำ และความรับผิดชอบของร้าน

นอกจากนี้ เสนอมาตรการให้ร้านควรมีการประเมินคนเมาที่ต้องขับรถ ต้องรู้ว่าใครขับรถมาและไม่ควรเสิร์ฟซึ่งในไทยยังทำไม่ได้ แต่สิ่งที่น่าจะพอทำได้คืออย่างน้อยควรช่วยประเมินการครองสติ และเสนอให้มีระบบเรียกรถมารับ ให้เป็นระบบร่วมกันทั้งคนดื่มและร้าน โดยเฉพาะต้องเป็นระบบที่ลูกค้าไม่มองว่าเป็นต้นทุนหรือภาระมากขึ้นจากแค่ค่าเครื่องดื่ม ยกตัวอย่าง เสนอให้ร้านทำ“แพ็คเกจ”การดื่มราคาลดลง พ่วง“เซอร์วิส”พิเศษให้มีบริการคนขับรถไปส่ง ทำให้ไม่รู้สึกว่าแพง
“ถ้าจ้างเองอาจราคา 2 พันบาท แต่ถ้าร้านเหมารวมไปในแพ็คเกจอาจราคาลงลด เป็นการคอนแทคที่ได้ราคาพิเศษ”
สำหรับการประเมินลูกค้า กฎหมายฉบับใหม่ยังคงข้อกำหนดให้ร้านประเมินการครองสติ แต่ข้อเท็จจริงพบว่ายังไม่มีเกณฑ์ เพราะเดิมข้อกำหนดดังกล่าวก็ไม่ได้นำมาใช้ เนื่องจากร้านก็ไม่รู้จะใช้เกณฑ์อะไรประเมินเช่นกัน อย่างไรก็ตาม จุดนี้มองเป็นโอกาสที่จะผลักดันระบบประเมินคนครองสติผ่านการใช้เครื่องตรวจเมาเบื้องต้น ซึ่งปัจจุบันไม่ได้กำหนดให้เป็นเครื่องมือแพทย์แล้ว สามารถหาซื้อได้ทั่วไป ร้านเข้าถึงได้
นพ.ธนะพงศ์ ตั้งข้อสังเกตแม้บางส่วนจะถูกขยายเวลาการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ แต่ร้านอื่นที่ไม่อยู่ในเกณฑ์จำนวนไม่น้อยก็ขายกันแบบไม่กำหนดเวลาอยู่แล้ว ดังนั้น เพื่อให้เกิดความร่วมมือกับร้านค้า ผับ บาร์ ไปจนถึงร้านข้าวต้ม สิ่งที่ควรทำให้ปลอดภัยขึ้นคือต้องมีกติกาเล็ก ๆ อย่าง Last call เหมือนร้านทั่วไปที่มีครัวปิด
“มันเป็นสิ่งที่สังคมต่างประเทศสร้างกันจนเป็น Norm (บรรทัดฐาน) ต่อให้เราเป็นคนต่างชาติไปอยู่เราต้องทำตาม เป็นที่รู้กันว่าออเดอร์แก้วสุดท้ายมา คุณมีเวลาดื่มอีกกี่นาทีแล้วจบ จะนั่งต่อก็ได้แต่จะไม่มีการออเดอร์แล้ว”
สุดท้าย มองว่าไทยต้องหาจุดร่วม พร้อมเสนอทุกภาคส่วนโดยเฉพาะผู้รับผิดชอบกฎหมายทั้งสาธารณสุข ตำรวจ ตลอดจนภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ มาหาข้อสรุปร่วม ขณะเดียวกันควรตั้งอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง เช่น กรณีอุบัติเหตุเมาขับมักเกิดช่วงตี 3 ตี 4 หากจะ Last call ไปที่ช่วงเวลานี้เทียบกับข้อเท็จจริงจะเป็นอย่างไร หน่วยงานเกี่ยวข้องเช่นตำรวจที่ต้องดูแลมีความพร้อมรองรับแค่ไหน เหล่านี้ต้องหาจุดสมดุลร่วมกัน.
ทีมข่าวอาชญากรรม รายงาน



