เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจาก “กลุ่มพลเมืองรักสมุย” ซึ่งเป็นกลุ่มประชาสังคมภาคประชาชนที่เฝ้าระวังการแก้ปัญหาสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่สูงและการบังคับใช้กฎหมายจากหน่วยงานของรัฐ ใน อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี หลังการเฝ้าระวังตรวจสอบพบว่ามีโครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ หมู่ 3 ต.มะเร็ต ที่ถูก คณะทำงานสมุยโมเดล ภายใต้การบูรณาการของ กอ.รมน.ภาค 4 ร่วมกับ สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน เข้าบังคับใช้กฎหมาย ติดประกาศกำหนดวันเข้ารื้อถอนอาคาร ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 67 โดยกำหนดให้เจ้าของอาคารดำเนินการรื้อถอนให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 23 ต.ค. 67

ทั้งนี้กลุ่มพลเมืองรักสมุย ระบุว่า ภายหลังที่เทศบาลนครเกาะสมุย พร้อมด้วย คณะทำงาน สมุยโมเดล และ สำนักผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้เข้าปิดประกาศกำหนดวันรื้อถอน พร้อมปิดประกาศห้ามใช้อาคาร รวมถึงใช้อุปกรณ์ปิดกั้นสถานที่ แต่ปัจจุบันพบว่า โครงการดังกล่าว มีการนำเครื่องมือปิดกั้นพื้นที่ออกไป และยังคงมีการใช้อาคารเป็นที่พักอย่างต่อเนื่อง โดยไม่มีการดำเนินการใดๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกลุ่มพลเมืองรักสมุย เห็นว่า การบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เด็ดขาดพอ และเกิดความล้มเหลวในการแก้ปัญหาสิ่งปลูกสร้างอาคารผิดกฎหมายบนเกาะสมุย และการกระทำดังกล่าวเป็นการท้าทายอำนาจรัฐอย่างชัดเจน ประกอบกับเมื่อวันที่ 13 พ.ย. ที่ผ่านมา ได้เกิดแผ่นดินไหวขนาดเล็กบนเกาะ รวมถึงเกิดเหตุดินสไลด์จากเชิงเขาที่มีการก่อสร้างอาคาร ทำให้ชาวเกาะสมุยกังวลว่า หากการแก้ปัญหาการก่อสร้างอาคารผิดกฎหมายไม่สำเร็จ และยังไม่สามารถควบคุมได้ จะส่งผลต่ออันตรายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบพบว่า โครงการก่อสร้างดังกล่าว เป็นโครงการก่อสร้างวิลล่าหรู ของบริษัทนิติบุคค ที่มีชาวจีนถือหุ้นร้อยละ 49 มีการก่อสร้างอาคารวิลล่า จำนวน 11 หลัง กับ 1 กลุ่มอาคาร ต่อมาเมื่อ ต.ค. 62 ต่อเนื่องถึง เม.ย. 67 เทศบาลนครเกาะสมุย ได้มีคำสั่งให้รื้อถอนอาคารและสิ่งปลูกสร้าง แต่ปรากฏว่า เจ้าของโครงการยังคงดำเนินการก่อสร้างต่อเนื่องจนแล้วเสร็จ และเปิดให้มีผู้เข้าพัก จนกระทั่งล่าสุดเมื่อ 10 เม.ย. 67 คณะทำงานสมุยโมเดล พร้อมสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินได้เข้าตรวจสอบซ้ำและพบว่าการใช้อาคาร จึงได้บังคับใช้กฎหมายอีกครั้ง โดยกำหนดให้ผู้ครอบครองอาคารดำเนินการรื้อถอนอาคารในวันที่ 23 ต.ค. 67

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายกับโครงการวิลล่าดังกล่าว กับ นายพัลลภ มีเพียร นิติกรชำนาญการ เทศบาลนครเกาะสมุย ทราบว่า สำหรับโครงการดังกล่าว ขณะเจ้าหน้าที่เข้าติดป้ายประกาศคำสั่งรื้อถอน ถูกขัดขวางจากผู้ดูแลโครงการ จึงได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน สภ.บ่อผุด ให้ดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้อง 2 คดี คือ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ และฝ่าฝืนคำสั่งเจ้าพนักงานกรณีมีคำสั่งห้ามใช้อาคาร ซึ่งล่าสุดได้รับแจ้งจากพนักงานสอบสวนว่าคดีอยู่ระหว่างการพิจาณาของพนักงานอัยการ ขณะเดียวกันทราบว่า เจ้าของโครงการได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 67 และจากการตรวจสอบล่าสุดเทศบาลนครเกาะสมุย ยังไม่ได้รับแจ้งเกี่ยวกับความคืบหน้าการยื่นอุทธรณ์แต่อย่างใด

นายพัลลภ ยังกล่าวด้วยว่า ในโครงการนี้ เทศบาลนครเกาะสมุย ได้ใช้อำนาจบังคับใช้กฏหมายับผู้ฝ่าฝืน ตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร มาตรา 43(2) ที่เจ้าพนักงานมีอำนาจในการรื้อถอนได้ แต่เมื่อมีการประมาณการค่าใช้จ่าย พบว่าต้องใช้งบประมาณ จำนวน 11 ล้านบาท ซึ่งสำนักช่างเทศบาลนครเกาะสมุย ได้ดำเนินการจัดทำโครงการ นำญัตติขอความเห็นชอบจากสภา ขออนุมัติงบประมาณจำนวนดังกล่าว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการรื้อถอนแล้ว.