เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม, พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก (บก.), พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (รองโฆษกสตช.), น.ส.โชติมา เอี่ยมสวัสดิกุล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์, นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ 

โดย พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 16 ก.ค. 2568 จนถึงปัจจุบัน หลายคนคงยังจำในเรื่องของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้  รวมถึงเหตุการณ์ในวันที่ 10 พ.ย. 2568 ที่ทหารไทยเหยียบทุ่นระเบิดจำนวน 6 ราย ทำให้เกิดเหตุการณ์ขาขาด ตามจุดต่าง ๆ ในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งพื้นที่ต่าง ๆ  นั้น ล้วนเป็นพื้นที่ที่อยู่ในอธิปไตยของไทยทั้งสิ้น นี้ก็เป็นข้อที่เรายังตั้งข้อสงสัยตลอดเวลา ว่าทำไมเหตุการณ์เหยียบทุ่นระเบิดถึงมีในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ ทั้งที่ในช่วงที่ผ่านมาเรามีชุดหน่วยปฏิบัติการต่าง ๆ ดำเนินการในเรื่องของการกวาดล้างทุ่นระเบิดในพื้นที่มาโดยตลอด 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีก จากการพิสูจน์ทราบโดยทีมงานชุดสำรวจ พบว่าจุดระเบิดนั้นมีความกว้างประมาณ 55 เซนติเมตร และโดยรอบยังพบทุ่นระเบิดอีก 3 ลูก ซึ่งเป็นทุ่นระเบิดที่พร้อมใช้ การวางระเบิดจุดนี้เป็นการวางเป็นกลุ่ม หากทหารเหยียบกับระเบิดไปแล้วและเกิดอาการบาดเจ็บ ก็มีโอกาสสูงที่จะล้มลงทับทุ่นระเบิดที่เหลือ นั่นคืออาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้ เพราะฉะนั้นเป้าหมายของการวางระเบิดในลักษณะนี้เป็นเป้าหมายถึงชีวิต ไม่ใช่เพียงแค่ให้เกิดทุพพลภาพหรือบาดเจ็บเท่านั้น 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีก การวางเป็นกลุ่มก้อนแบบนี้ก็เป็นพฤติกรรมที่ทางฝ่ายกัมพูชาดำเนินการมาโดยตลอด จากการพิสูจน์ทราบเพิ่มเติมจะเห็นว่าทุ่นระเบิดที่ถูกวางไว้เป็นระเบิดใหม่ มีเครื่องหมายหรือตัวเขียนค่อนข้างชัดเจน ยังมีความมันวาวอยู่ และในพื้นที่ที่ตรวจพบตัวทุ่นระเบิดก็ถูกวางบนพื้นดิน ไม่ได้มีหญ้าหรือวัชพืชปกคลุมหนาแน่น แสดงให้เห็นว่าเป็นพื้นที่ที่มีการขุดใหม่และอาจจะใช้เศษใบไม้มาปกคลุมเพื่อพราง

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า สำหรับการปฏิบัติของไทยที่ผ่านมาจากการพิสูจน์ทราบแล้วว่าในอดีตที่ผ่านมาประเทศไทยในฐานะที่เป็นภาคีของอนุสัญญาออตตาวา เราได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขต่าง ๆ ในเรื่องของการรายงานให้อนุสัญญาออตตาวาทราบอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานฉบับหนึ่งที่เราได้รายงานไปเมื่อวันที่ 30 เม.ย. 2568 โดยในตัวรายงานมีการระบุอย่างชัดเจนว่าประเทศไทยไม่มีการเก็บสะสมทุ่นระเบิดสังหารบุคคลใด ๆ ไว้ในครอบครองตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2562 และได้ทำลายไปหมดสิ้นแล้ว รวมถึงการเก็บทุ่นระเบิดที่เป็นไปในลักษณะการเก็บไว้เพื่อวิจัยและศึกษา เราก็ไม่ได้มีไว้ในครอบครองเช่นเดียวกัน 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ซึ่งชัดเจนว่าทุ่นระเบิดที่อาจจะมีการพาดพิงว่ามาจากฝ่ายไทยไปวางเองหรือเปล่า หรือเรามีไว้ครอบครองเพื่อใช้ในการศึกษาหรือไม่ ซึ่งก็ชัดเจนว่าตามรายงานฉบับนี้เราได้ยืนยันกับทางอนุสัญญาออตตาวาแล้วว่าเราไม่ได้มีระเบิดใด ๆ ที่เป็นระเบิดสังหารบุคคลไว้ในครอบครอง สิ่งที่เราเคยปฏิบัติที่ผ่านมาจะสังเกตได้ว่าในช่วงสมัยสงคราม มีทุ่นระเบิดที่ปรากฏตามกรอบชายแดนต่าง ๆ ซึ่งเราได้ดำเนินการกวาดล้างทุ่นระเบิดจนประสบความสำเร็จถึง 99.5 เปอร์เซ็นต์ ยังคงเหลือในพื้นที่บางจุด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชายแดนติดกันกับกัมพูชา รวมถึงพื้นที่ที่เป็นติ่งบริเวณจังหวัดตราด ยังคงเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบระเบิดอยู่เสมอในช่วงเวลาที่ผ่านมา 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีก สำหรับอุปสรรคในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด คือ การขัดขวางของฝ่ายกัมพูชา ในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายไทย รวมทั้งสิ้น 16 ครั้ง แบ่งออกเป็นที่จังหวัดสระแก้ว 8 ครั้ง จังหวัดศรีสะเกษ 4 ครั้ง จังหวัดตราด 2 ครั้ง และจังหวัดสุรินทร์ 2 ครั้ง ที่ทางฝ่ายกัมพูชาได้เข้ามาแทรกแซงและยุติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในพื้นที่ ฉะนั้น สรุปได้ว่าในการวางทุ่นระเบิด พีเอ็มเอ็น-2 ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมา น่าจะเป็นการวางระเบิดใหม่ ซึ่งใครที่จะสามารถวางระเบิดใหม่ได้นั้น ตนคิดว่าในเรื่องของชายแดนระหว่าง 2 ประเทศนั้นก็คงไม่ใช่ใครที่ไหน เพราะไทยไม่ได้มีทุ่นระเบิดไว้ในครอบครอง จึงไม่สามารถวางได้ เพราะฉะนั้นคงเป็นกัมพูชาเป็นหลัก 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีก ส่วนหลักฐานอีกชิ้นคือส่วนที่เราตรวจพบจากการพิสูจน์โดยทราบจากทีมงานที่เข้าไปสำรวจพิสูจน์ทราบ ภายหลังจากกำลังพลเหยียบทุ่นระเบิด ก็จะพบว่ามีชิ้นส่วนของ พีเอ็มเอ็น-2 ในพื้นที่อย่างชัดเจน สภาพพื้นดินโดยรอบยังใหม่เหมือนเพิ่งถูกขุด ทางเจ้าหน้าที่เองก็ต้องระมัดระวัง เพราะสีของทุ่นระเบิดก็มีสีที่คล้ายกับหญ้าในพื้นที่ จึงต้องมีความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งและตัววัชพืชหรือใบไม้ที่ปกคลุมไม่มี หากมีก็น้อยมาก นอกเหนือจากนั้นภายหลังจากเหตุการณ์ปะทะในช่วงเดือนกรกฎาคม 2568 ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยได้มีการสำรวจในพื้นที่ และตรวจพบเพิ่มเติมว่ามีพื้นที่ที่เก็บทุ่นระเบิดต่าง ๆ เหล่านี้ ในบริเวณภูมะเขือ ที่ทางเจ้าหน้าที่ได้พิสูจน์ทราบ และพบว่ามีการเก็บทุ่นระเบิดไว้คาดว่าเพื่อนำไปใช้ต่อ 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีก นอกเหนือจากนั้นยังปรากฏเป็นภาพถ่ายและเป็นภาพวิดีโอที่หลายคนเห็นแล้วในสื่อโซเชียล ว่ามีการวางหรือใช้ทุ่นระเบิดในการปฏิบัติการ ที่บริเวณปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีพวงทุ่นระเบิดของ พีเอ็มเอ็น-2 ที่วางอยู่ข้างตัวปราสาท โดยชัดเจนว่ามีการใช้ พีเอ็มเอ็น-2 ในการปฏิบัติการของฝ่ายกัมพูชา นอกจากนี้ยังมีหลักฐานวิดีโอในเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดของทางฝ่ายกัมพูชา ซึ่งเขาไม่ได้เก็บกู้เพื่อมนุษยธรรม แต่เขาเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อเอาไปวางต่อ 

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้จากการละเมิดข้อตกลงถ้อยแถลงผลการพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทยและนายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรกัมพูชา (ปฏิญญาร่วมเพื่อสันติภาพและความมั่นคง) ของฝ่ายกัมพูชา โดยทางฝ่ายไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องดำเนินการในมาตรการระงับการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ระบุไว้ในปฏิญญาฯ โดยระงับการปฏิบัติตามแผนในการถอนอาวุธหนัก แต่อย่างไรก็ตามเราจะยังคงดำเนินการในเรื่องของการเก็บกู้ทุ่นระเบิดในดินแดนไทยตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 13 พื้นที่ อาทิ พื้นที่กองกำลังสุรนารี จำนวน 6 พื้นที่, พื้นที่กองกำลังบูรพา จำนวน 3 พื้นที่ และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) จำนวน 4 พื้นที่ ตามที่ได้มีการเสนอในที่ประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย–กัมพูชา (จีบีซี)  วาระพิเศษครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2568 และทางกองทัพไทยยืนยันความพร้อมในการปกป้องอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของไทย ทั้งนี้ เมื่อสิ้นสุดการเป็นปรปักษ์ ทางไทยจึงจะพิจารณาปล่อยเชลยศึก 18 นายของฝ่ายกัมพูชา