“ตำบลนาท่อม” อำเภอเมือง จังหวัดพัทลุง ได้ถูกยกระดับเป็น “ศูนย์เรียนรู้ตำบลสุขภาวะ” และ “ศูนย์จัดการเครือข่าย” ที่สามารถก้าวข้ามข้อจำกัดของการทำงานแยกส่วน สู่การสร้างกลไกขับเคลื่อนชุมชนที่เข้มแข็งด้วยพลังของตนเอง ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

   ถาวร คงศรี ผู้รับผิดชอบโครงการชุมชนจัดการตัวเองตำบลสุขภาวะสสส. บอกเล่าถึงที่มา นาท่อมถูกยกระดับ  “ศูนย์เรียนรู้ตำบลสุขภาวะ”ว่า เมื่อปี 2552 รพสต.นาท่อม ตรวจเลือดพบว่า 97 %ของประชาชน ต.นาท่อมมีสารเคมี จากประเด็นนี้จึงนำมาเป็นตัวตั้งในการทำงาน ชุมชนร่วมกันวิเคราะห์ ปัญหาเชิงพื้นที่จนได้บทสรุปว่า พื้นที่มีปัญหาอยู่ 3 เรื่องหลัก ๆ คือปัญหาเรื่องเศรษฐกิจที่รายจ่ายมากกว่ารายรับ เรื่องสุขภาพสารเคมีในสุขภาพอาจส่ง ส่งผลให้เกิดโรคมะเร็ง และเรื่องสังคมที่ต่างคนต่างอยู่

 “รพสต.จะมีการคัดกรองข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องสุขภาพของผู้คนในตำบลทุกปี พอคัดกรองแล้ว ไม่ได้คืนข้อมูลกลับให้กับพื้นที่ ต่อมาปี2553 2554 ได้ใช้ข้อมูลในการทำโครงการกับ สสส. ครั้งแรก โดยใช้ข้อมูลจากที่เขาคัดกรองไว้ที่ รพสต. นาท่อม คือผลการตรวจเลือด”นายถาวร คงศรี เล่า

ต่อมาในปีพ.ศ. 2559 เมื่อคณะกรรมการพัฒนาตำบลนาท่อมได้ริเริ่มกระบวนการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะ โดยผสาน “กลไก 4+1” หรือการบูรณาการเบญจภาคีที่ไร้รอยต่อ ได้แก่ ฝ่ายท้องที่ (กำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน) ฝ่ายท้องถิ่น (เทศบาล) ภาคประชาชน หน่วยงานรัฐ และ องค์กรศาสนา ภายใต้ยุทธศาสตร์ “3 สร้าง” คือการนำระบบข้อมูลตำบล (TCNAP) และงานวิจัยชุมชน (RECAP) มาวิเคราะห์รากเหง้าของปัญหา แล้วร่วมกัน “สร้างการมีส่วนร่วม” และ “สร้างการเรียนรู้” เพื่อออกแบบนวัตกรรมสุขภาวะที่ตอบโจทย์พื้นที่ จนเกิดเป็นผลลัพธ์ที่ “สร้างการเปลี่ยนแปลง”

**กลุ่มเครื่องแกงปลอดภัยบ้านหูยาน

ภายหลังผลการตรวจเลือดออกมา ชุมชนได้ลงมือปลูกพืชผักไว้บริโภคเองจำนวน 20 ชนิด เมื่อพืชผักปลอดภัยไร้สารเคมี มีผลผลิตมากจนเหลือรับประทาน กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านหูยาน (หมู่ที่ 8) นำโดย “ป้าติ๊ก” นางสุมาลี ศรีโดน จึงร่วมกันคิดต่อยอดจัดตั้ง “กลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์บ้านหูยาน” นำสมุนไพร ข่า ตะไคร้ ขมิ้น และพริก ปลอดสารพิษที่ชาวบ้านปลูกในบ้าน มารวมกลุ่มและแปรรูปเป็น “เครื่องแกงสมุนไพรสูตรปักษ์ใต้แท้” 

นางสุมาลีเล่าว่า จุดเริ่มต้นและการรวมกลุ่มผลิตพริกแกง ในชุมชนมีประมาณ 50 ครัวเรือน เครื่องแกงที่ทำมี 3 อย่างหลัก ๆ คือ แกงส้ม แกงกะทิ และแกงไตปลา ส่วนประกอบสำคัญประกอบด้วย พริกขี้หนูแห้ง พริกขี้หนูสด ตะไคร้ พริกไทยดำ กระเทียม เกลือ และขมิ้น ปัจจุบันมีสมาชิกกลุ่มประมาณ 30 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่ใช้เวลาว่างจากการอยู่บ้านมารวมกลุ่มกันตำเครื่องแกง โดยจะสลับหมุนเวียนกันมาทำ

ทั้งนี้ทางกลุ่มฯเน้นการปลูกแบบอินทรีย์ แม้ในช่วงแรกต้นทุนอาจจะดูสูงขึ้น แต่สมาชิกได้ปรับตัวโดยการทำปุ๋ยใช้เองเพื่อลดต้นทุน ปุ๋รวมถึงการทำน้ำหมักชีวภาพ, ซึ่งผลจากการทำเกษตรอินทรีย์ส่งผลดีต่อสุขภาพของสมาชิกอย่างเห็นได้ชัด ไม่มีโรคเบาหวานหรือความดัน แม้จะมีอาการปวดเข่าบ้างตามวัยและน้ำหนักตัว แต่สมาชิกทุกคนก็มีสุขภาพจิตดีจากการได้มาพบปะพูดคุยกัน

กลุ่มจะผลิตเครื่องแกงตามออเดอร์ โดยเฉลี่ยประมาณอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง ครั้งหนึ่งผลิตได้ประมาณ 40 กว่ากิโลกรัม, ช่องทางการจำหน่ายมีทั้งร้านค้าในชุมชน ตลาดเกษตร ตลาด ธ.ก.ส. ส่งขายระดับจังหวัด รวมถึงใช้ในงานพิธีต่าง ๆ เช่น งานศพและงานบวช พริกแกงของป้าติ๊กขายในราคากิโลกรัมละ 160 บาท ซึ่งสูงกว่าท้องตลาดเล็กน้อยเนื่องจากใช้แต่วัตถุดิบเกรดดีและของสดเท่านั้น

ปัจจุบันเครื่องแกงของกลุ่มได้รับการรับรองเป็นสินค้า OTOP 3 ดาว และกำลังดำเนินการด้านมาตรฐาน GMP ในด้านการจัดการรายได้ กลุ่มมีการจดบันทึกรายรับรายจ่ายและค่าแรงสมาชิกไว้อย่างละเอียด สมาชิกจะมีรายได้ 3 ทาง คือ จากการขายวัตถุดิบให้กลุ่ม ค่าแรงจากการผลิต และเงินปันผลจากการลงหุ้น โดยการลงหุ้นนั้น หุ้นละ 100 บาท และจะมีการแบ่งปันผล 5% ทุก ๆ 6 เดือน ซึ่งรอบที่ผ่านมาสมาชิกได้รับเงินปันผลประมาณคนละ 3,000 บาท,

“นาท่อม”ทำสุขภาพดีทั้งจังหวัดสร้างรายได้ชุมชน

 พืชผักปลอดภัยของต.นาท่อมยังได้กระจายสู่พื้นที่จ.พัทลุงโดย “ป้าหนุน” จริยา ฮั่นพิพัฒน์ รวบรวมผลผลิตไปขายตลาดเกษตรจังหวัดพัทลุงตั้งแต่เปิดตัวปี พ.ศ. 2558 แม้ช่วงแรกจะ ขายได้เพียงวันละ 150-200 บาท จนสมาชิกบางส่วนท้อถอยและเหลือแกนนำเพียง 4 คน แต่ป้าหนุนยังคงยืนหยัดขับเคลื่อนมานานกว่า 11 ปี โดยทำหน้าที่รวบรวมผักพื้นบ้านและผลไม้จากสมาชิกรายอื่นที่ไม่สะดวกมาขายเอง เพื่อนำไปกระจายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ตลาดเกษตร และตลาด ธ.ก.ส. เมืองพัทลุงจนมาถึงปัจจุบันยอดขายสามารถพุ่งสูงถึง 9,500 – 10,000 บาทต่อวัน ซึ่งช่วยให้ชุมชนรอดพ้นจากวิกฤตเศรษฐกิจ ทั้งช่วงโควิด-19 และปัญหาน้ำมันแพงมาได้อย่างมั่นคง

 ความสำเร็จในครั้งนี้ไม่เพียงแต่ยกระดับให้จังหวัดพัทลุงมียอดขายในตลาดเกษตรสูงเป็นอันดับ 9 ของประเทศ และสร้างความสุข-สุขภาพจิตที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุในชุมชนเท่านั้น แต่กลุ่มผักพื้นบ้านนาท่อมยังเดินหน้าขยายตลาดส่งออกผักเหลียงไปยังร้านอาหารในกรุงเทพฯ พร้อมเร่งพัฒนาขยายพันธุ์ผักเหลียงใบใหญ่ร่วมกับสมาชิก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเตรียมความพร้อมในการส่งวัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน “Q” ให้แก่โรงพยาบาลและหน่วยงานขนาดใหญ่ในอนาคตต่อไป

“ผึ้งจะรักนาท่อม”ดัชนี้ชีวัดระบบนิเวศสมบูรณ์

เมื่อเกิดโครงการสวนผักชุมชนลด ละ เลิก การใช้สารเคมีใน ตั้งแต่ปี 2553 ผึ้งเป็นเป็นดัชนีชี้วัดพื้นที่ปลอดภัย จนเกิดโครงการ  ผึ้งจะรักนาท่อมโดย “ป้าแพน” นางบุญเรือง แสงจันทร์  ประธานกลุ่มวิสาหกิจผึ้งแปลงใหญ่ตำบลนาท่อม จากผู้เลี้ยงผึ้ง สู่การรวมกลุ่มสร้างเศรษฐกิจในชุมชน ก่อนที่จะเริ่มก็มีจำนวนผึ้งอยู่ประมาณสัก 30 รัง จนถึงปัจจุบันผึ้งได้เริ่มจำนวนมากขึ้นจนขณะนี้ 108 รัง

ป้าแพน เล่าว่าเดิมเป็นมนุษย์เงินเดือน ลาออกจากงานมาตั้งแต่ปี 2540  มองหาอาชีพใหม่ที่ไม่ต้องลงทุนมาก จนมาค้นพบว่าผึ้งเกิดได้จากธรรมชาติที่สมบูรณ์ เริ่มศึกษาการเลี้ยงผึ้งจนได้รับการส่งเสริมจากนักวิชาการ ได้องค์ความรู้ในการเลี้ยงผึ้งรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน ได้ทุนสนับสนุนจากเทศบาลไปอบรมเลี้ยงผึ้ง

 “การเลี้ยงผึ้งได้กลายเป็นวิถีและสร้างรายได้  ผึ้งช่วยผสมเกสรดอกไม้ และทุเรียนโดยไม่ต้องใช้ไม้กวาดปัดดอก เหมือนสวนทุเรียนที่อื่น  ผลไม้ในสวนนาท่อมใช้ผึ้งผสมเกสร น้ำผึ้งจะมีความหลากหลายทางพันธุกรรมพืชอยู่ในนั้น” ป้าแพนบอกเล่าความสำคัญของผึ้งในระบบนิเวศของพื้นที่

ป้าแพนบอกว่า  หลังผึ้งเพิ่มขึ้น คนเลี้ยงเพิ่มขึ้น เมื่อไปให้องค์ความรู้เรื่องลดละเลิกการใช้สารเคมี  สุดท้ายได้เรื่องสุขภาพ สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจที่แฮปปี้ เราสังเกตพฤติกรรมผึ้งได้ ถ้าอากาศแปรปรวนหรือสิ่งแวดล้อมไม่ดีเราจะรู้ ถ้าผึ้งขยับตัวแรงอย่าเข้าใกล้ ถ้าช่วงเช้าขยับถี่แสดงว่าไปเอาน้ำหวานที่ปลอดภัย ตัวชี้วัดสำคัญคือผึ้งไม่ตาย ในปี 2540 ผึ้งเคยตายยกรัง เพราะการฉีดพ่นสารเคมีแบบดูดซึม ซึ่งระบบนิเวศของผึ้งกับของคนไม่ต่างกัน ห่วงโซ่อาหารต้องปลอดภัย การเลี้ยงจึงพยายามสร้างพืชอาหารให้พอ เพราะผึ้งตายไม่ได้หมายความว่าโดนยาอย่างเดียว แต่อดตายก็มี เราเน้นปลูกพืชอาหารในชุมชนหมุนเวียนให้เป็นห่วงโซ่ที่ปลอดภัย เราไม่เสริมน้ำตาลเหมือนบางที่ ที่ทำเชิงธุรกิจ

 ป้าแพนบอกว่า รสชาติ น้ำผึ้งนามีรสชาติจะเปลี่ยนไปตามฤดูกาล บางที่อาจจะได้กลิ่นลิ้นจี่ ลำไย แต่ของเรามีความหลากหลายของ มะปราง ประดู่ เสาวรส น้ำผึ้งเดือน 5 จะมีสีไม่เข้มมาก ออกคล้ายน้ำอ้อยยังไม่หนืดมาก แต่ถ้าจับหลังหลังจากนี้สีจะเข้มขึ้น ดอกยางพาราก็จะได้สีหนึ่ง ดอกลำพูก็ได้อีกสีหนึ่ง ปัจจุบันมีสมาชิก 32 รายในกลุ่มแปลงใหญ่ มีรังผึ้งรวม ๆ ที่สำคัญการตัดผึ้งจะไม่ตัดยกรังจะตัดแบบเหลืองรังไว้ 40 เปอร์เซ็นต์เพื่อเหลือพื้นทั้งรังให้ผึ้งมีที่อยู่อาศัยต่อไป

   ถ้ายังยากจนอยู่ก็หาความสุขได้ยาก

    “สสส.เห็นว่า ตำบลนาท่อม ยังพอมีพื้นฐานที่จะขยับขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ จึงยกระดับให้เป็น ศูนย์เชี่ยวชาญ เพื่อที่จะขยับขยายขับเคลื่อนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ  ตอนนี้ก็ขยายใน ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง และก็ภาคใต้ เพิ่มขึ้น ทำให้เรามีเพื่อน 4 ภาค เพื่อมาเรียนรู้กระบวนการจัดการตัวเองในตำบลนาท่อมนที่ครอบคลุมทั้งสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม”อนุชา เฉลาชัย กำนันต.นาท่อม ย้ำถึงความสำเร็จของชุมชนที่หันมาจัดการตัวเอง

ณรงค์ วุ่นซิ้ว ประธานกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชนพื้นที่ภาคใต้ และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 สสส. กล่าวว่า บทบาทของ สสส. เน้นหลักคิดในการทำงาน ปัญหาในสังคมหลักๆ มีอยู่ 3 เรื่อง คือ ปัญหาเรื่องความยากจน ปัญหาเรื่องสุขภาพและการบริการสุขภาพ และปัญหาเรื่องการศึกษา ซึ่งปกติจะมีหน่วยงานรับผิดชอบมากมายอยู่แล้ว ในส่วนของ สสส. เองไม่ได้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักที่เป็นเจ้าภาพ แต่มีบทบาทในการกระตุ้น ส่งเสริม เติมเต็ม หรือหาบทเรียนต่างๆ โดยหลักคิดสำคัญในการทำงานคือต้องดูในเรื่องของระบบการทำงาน โครงสร้าง และเรื่องของคน

โดยเริ่มจากเรื่องของข้อมูลตามหลักการทรงงานของรัชกาลที่ 9 คือการศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ, สสส. มีระบบข้อมูลที่พัฒนามาระยะหนึ่งแล้ว แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่ที่เก็บละเอียดทุกครัวเรือน และข้อมูลศักยภาพของพื้นที่หรือทุนทางสังคม ในการเก็บข้อมูลนี้เราไม่ได้จ้างคนนอกมาเก็บ แต่ให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่เป็นคนเก็บเอง เพื่อให้เขารู้จักตัวเอง รู้สถานการณ์ตัวเอง และนำมาคิดวิเคราะห์ว่าขาดเหลืออะไร

ตัวอย่างที่ตำบลนาท่อมมีจุดแข็งที่สำคัญคือผู้กำนันเป็นแกนนำในการนำทุกภาคส่วนมาพัฒนา จากการลงพื้นที่ เราพบว่าประชาชนคิดและทำนวัตกรรมต่างๆ เอง โดย สสส. ไม่ได้ลงไปช่วยทำทั้งหมดหรือมีงบประมาณมากมาย แต่ช่วยสนับสนุนในเรื่องกระบวนการและค่าหล่อลื่นต่างๆ, หัวใจสำคัญคือ ถ้าประชาชนลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเองความยั่งยืนจะเกิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีการการบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาและสร้างรายได้ เช่นเดียวกับการพัฒนาอาชีพ เมื่อชาวบ้านปลูกผักแล้วไม่รู้จะขายที่ไหน ก็ต้องประสานกับพาณิชย์หรือเกษตรเพื่อหาตลาดในเมือง มีการจัดระบบรวบรวมผลผลิตไปขายแล้วนำรายได้มาแบ่งปันกันอย่างเป็นระบบ

“นาท่อมโมเดล” ที่นาท่อมถือเป็นตัวอย่างระดับประเทศที่เริ่มจากผู้นำท้องที่ (กำนัน) เป็นหลักในการระดมทุกฝ่ายมาทำงานร่วมกัน เรามีการถอดบทเรียนว่า “กำนันช้าง” มีปัจจัยอะไรที่สามารถเชื่อมโยงทั้งเทศบาลและส่วนราชการให้มาร่วมมือกันได้ ซึ่งขณะนี้ได้ขยายผลจากพัทลุงไปทดลองทำในทุกภาคของประเทศแล้ว

 “ถ้ายังยากจนอยู่ก็หาความสุขได้ยาก จากเดิมที่ชาวบ้านอาจมีรายได้ทางเดียว จากการกรีดยางหรือผลไม้ เมื่อมีการทำอาชีพเสริมมีการทำบัญชีและส่งเสริมการออมร่วมด้วย ก็จะช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย และทำให้คุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมประธานกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชนพื้นที่ภาคใต้ บอกถึงเป้าหมายสูงสุดของการทำโครงการ