เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะเอาจริงเรื่องการปราบปรามทุจริตประพฤติมิชอบในวงการราชการ เพื่อเพิ่มคะแนน CPI ที่ดิ่งเหวมาอยู่อันดับที่ 116 ของโลก … และนี่คือ ฉากทัศน์ที่อาจจะเกิดขึ้นได้จริงในปี 2580”

เรื่องเล่าจากปากข้าราชการ ซี 11 ท่านหนึ่งที่ถูกจับเข้าคุกตะรุเตานานกว่า 10 ปี

ประเทศไทยในปี 2580 ยามเช้าที่ครึ้มฝนในยุคโลกเดือดจัด ฟ้าเต็มไปด้วยเมฆสีเทา คลื่นลมในทะเลสูงซัดฝั่งดังโครมคราม ขณะที่ผมยืนรอแขกผู้มีเกียรติที่นัดสัมภาษณ์อยู่ที่ท่าเรือลับแห่งหนึ่ง ไม่นานเรือเล็กของกรมราชทัณฑ์ก็ฝ่าคลื่นลมจากเกาะตะรุเตามาเทียบท่า นักโทษคนสำคัญในเสื้อยืดหลวม กางเกงขาสั้น มีกำไล EM ติดอยู่ที่ข้อเท้า ทรงผมสั้นเกรียน ร่างกายซูบผอม ไม่เหมือนท่านปลัดคนดังที่ผมเคยรู้จัก ท่านมองมาที่ผมพร้อมรอยยิ้ม แล้วชวนขึ้นรถ Bentley คันงามที่มารอรับ บอกว่าเดี๋ยวเราคุยกันไปจนถึงกรุงเทพฯนะ

ท่านเริ่มบทสนทนาด้วยการถามผมก่อนว่า ปีนี้ปีอะไร สถานการณ์คอร์รัปชันเป็นอย่างไร หลังจากยุทธการกวาดล้างคนโกงครั้งประวัติศาสตร์ช่วงปลายปี 2569 โดยคำสั่งของท่านนายกฯ เอาไปขังรวมกันไว้บนเกาะตะรุเตา

ผมตอบว่า ปีนี้ 2580รัฐบาลไทยเอาจริงต่อเนื่องกับการปราบโกง ร่วมกับเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน มุ่งเป้าให้คะแนนดัชนีรับรู้การทุจริต หรือ CPI เพิ่มขึ้นจาก 33 เป็น 80 ติดหนึ่งในสิบมา 3 ปีแล้ว รวมถึงระบบประเมินคุณธรรม และความโปร่งใสในการดำเนินงาน หรือ ITA ของทุกหน่วยงานก็ได้คะแนนสูง 100 พลัส ตอนนี้เรามีงบประมาณมาพัฒนาประเทศเพิ่มขึ้น 40% จากที่เคยถูกเห็บเหาเงินทอนสูบเอาไป นักลงทุนต่างชาติหันมาสนใจลงทุนในประเทศไทยเพราะเชื่อมั่น และ ตอนนี้เราก็เข้าองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว

ท่านถามต่อว่า ตอนพวกเราอยู่ในคุก คงจะไม่มีตึกถล่มแล้วสินะ คงจะไม่มีลู่วิ่งราคาเหยียบล้าน ไม่มีเสาไฟกินนรี ไม่มีจำนำข้าว ไม่มีใครจัดซื้อถุงมือยางแสนล้าน ไม่มีทุจริตบ้านเอื้ออาทร ไม่มีการซื้อขายตำแหน่งในกระทรวงต่าง ๆ ไม่มีตั๋วช้าง ทุนเทา
สแกมเมอร์ก็คงถูกกวาดล้างไปจนหมด พวกแจกแท็บเล็ต AI ฟรีคงไม่มีใครกล้าเสนอ รวมถึงตำรวจคงจะจับผู้ทำผิดกฎหมายได้อย่างสบายใจ โดยไม่ต้องถามว่าคุณลูกใคร เหล่าผู้พิพากษาคงไม่เสี่ยงปกปิดข้อมูลสาธารณะ หรือเอี่ยวสีไหน และถุงช็อกโกแลตตุง ๆ ก็คงจะเป็นอดีตไปแล้ว คนพวกนี้ถูกจับเข้าไปอยู่ในคุกตะรุเตาพร้อมผม เลยไม่มีคุณหมอที่กล้าอนุมัติให้ออกมานอนห้องแอร์สบาย ๆ ที่ห้องพยาบาล VIP โลกที่ไม่มีคนโกงนี่คงจะแปลกไปนะ

ตอนอยู่ในคุกนี่มันลำบากมาก ต้องเข้ากลุ่มบำบัดปรับทัศนคติเปิดใจคุยกันว่า ใครผิดกันแน่ระหว่างผู้ให้กับผู้
รับ ผู้ให้ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจชื่อดังที่ชอบยืนรวมพลังยกมือกากบาทฟอกเทา เขาบอกว่าต้องการผูกขาด ต้องได้เปรียบคู่แข่ง ใช้ต้นทุนต่ำกำไรสูง งบรัฐโกงง่ายถ้ารู้จักผู้มีอำนาจ และจ่ายถูกคน ส่วน ผู้รับซึ่งเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่อ้างว่าเขาถูกการเมืองบังคับ และเมื่อมีอำนาจ มีคนเลี้ยงดูปูเสื่อ เงินทองไหลมาเทมา แค่เงินเดือนราชการคงจะมีชีวิตหรูหราทำให้ครอบครัวสุขสบายแบบนี้ไม่ได้ พวกเขาเคยจน เคยมีเงินเดือนน้อยมาก่อน พอมีโอกาสต้องกอบโกยให้เต็มที่ ไม่น่าเชื่อเลยว่าแค่ช่วงชีวิตเดียวจากเด็กบ้านนอกยากจน จะกลายเป็นข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มีสินทรัพย์เป็นพันล้าน ไปที่ไหนมีแต่คนยกมือไหว้ เรียกว่า “ท่าน” แต่เราไม่ได้รับคนเดียวนะ ต้องส่งต่อขึ้นไปข้างบน การถกเถียงกันในกลุ่มบำบัดแม้เวลาผ่านไปกว่าสิบปี ก็ไม่เคยได้ข้อสรุปว่าใครผิด แต่ระหว่างนั้น โลกที่ไม่มีทุจริตคอร์รัปชันก็หมุนสวนกลับทาง

ผมเล่าเรื่อง โลกในปี 2580 ที่ไม่มีคอร์รัปชันนั้นเปลี่ยนไปมาก เด็กจะเข้าโรงเรียนดี ๆ ต้องแข่งขันกันด้วยความสามารถของตัวเอง พ่อแม่จะจ่ายเงินสนับสนุน ให้ของขวัญครู ติดสินบนขอดูข้อสอบล่วงหน้า หรือให้ครูช่วยโกงคะแนนแบบเดิมไม่ได้แล้ว ตอนสมัครงานก็ไม่มีเส้นสาย ฝากไม่ได้ ต้องมีความสามารถตรงกับงาน จะเลื่อนตำแหน่ง เหล่าลูกท่าน หลานเธอก็ไม่มีแต้มต่อ พวกตั๋วช้างราคาแพงก็ใช้ไม่ได้ เดี๋ยวนี้เขาใช้ AI ประเมินผลงานตาม KPI แสดงคะแนนอย่างโปร่งใส ส่วนการจัดซื้อจัดจ้างก็โกงลำบาก

เดี๋ยวนี้ใช้ระบบดิจิทัลที่มี AI คอยตรวจสอบทุกขั้นตอน การตรวจจับผู้ทำผิดกฎจราจร ก็ใช้กล้องที่ติดไว้เต็มเมือง ทำผิดเมื่อไรโดนตัดแต้มส่งข้อมูลเข้ามือถือทันที ข้อมูลดิจิทัลเหล่านี้เชื่อมโยงกับบัตรประชาชน มีคะแนนทางสังคมสะสมรายบุคคลเป็นข้อมูลรอยเท้าดิจิทัล และในยุคนี้ศาลก็ไม่มีผู้พิพากษาแบบเดิม ใช้ตุลาการร่วม AI ที่เที่ยงตรงโดยไม่ต้องเกรงว่าจะเป็นคนของใคร คดีทุจริตคอร์รัปชันตัดสินเร็วมาก จับโกงได้เมื่อไรลงโทษติดคุกทันที

ท่านฟังผมเล่าเรื่องโลกที่เปลี่ยนไป ก็ถอนหายใจ บอกว่า ผมไม่คุ้นเลย อยู่ยาก ผู้คนยุคนี้คงจะเครียดกันน่าดู โดยเฉพาะพวกที่ชอบใช้เส้นสายสินบน การจ่ายเงินเล็กน้อยเป็นสินน้ำใจที่สวยงามแบบไทยก็หายไป ยุคนี้ Know How กลับมาสำคัญกว่า Know Who เส้นสายใช้ไม่ได้ หลักสูตรคอนเนกชันก็ขายไม่ออก สังคมกลับมาให้คุณค่ากับคนซื่อสัตย์สุจริต

ผมนั่งรถมากับท่านหลายชั่วโมง ท่านเล่าเรื่องอดีตที่แสนงดงามเต็มไปด้วยอำนาจบารมีสีเทา รวมถึงเบื้องลึกเบื้องหลัง ความสัมพันธ์ของเครือข่ายที่อยู่ในคุก ทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ นักการเมืองคนดัง และนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียง ใครให้ ใครรับ เรื่องราวเทคนิคกลโกงที่แนบเนียนเหนือชั้นทั้งนั้น ซึ่งคนเหล่านี้เป็นต้นตอแห่งความตกต่ำที่สุดในปี 2569

ผมบันทึกเสียงสนทนาไว้หมดหลายชั่วโมง เตรียมเปิดโปงให้หมด แต่คิดขึ้นได้ว่า ผมกำลังเร่งไทม์ไลน์ไปในอนาคต ปี 2580 แต่ตามความเป็นจริงตอนนี้คือ ปี 2569 ก่อนการกวาดล้างคอร์รัปชันครั้งใหญ่ เสียงที่บันทึกไว้อาจจะยังไม่มีอยู่จริง … แม้ว่านี่เป็นเพียงฉากทัศน์ที่เราอยากเห็น และเป็นไปได้ แต่ก็ขึ้นกับท่านนายกฯว่าจะนำประเทศ ไทยไปในไทม์ไลน์ใด เราอยากเห็นท่านนายกฯมีความกล้าหาญการกวาดล้างคนโกงครั้งใหญ่ปลายปีนี้ กับโครงการ ช่วยไทยให้สุจริต พลัส.